วันศุกร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

เจออาหารอร่อยแว้ววว

เมื่อทำงานที่เสียมเรียบเสร็จแล้ว ในวันเสาร์ที่ 27 ตุลาคม เวลาเที่ยงตรง
เดี๊ยนก็นั่งรถบัส แม่โขงเอ็กซ์เพลส ใช้เวลา 5 ชั่วโมงครึ่ง กลับมาสู่กรุงพนมเปญ นิวาสถานเดิม
ในขณะที่คนอื่น นั่งเครื่องบินในประเทศกลับ!! บินแค่ ครึ่งชั่วโมง

ระหว่างทาง รถหยุดให้ทานอาหารที่ จังหวัดกำปงธม
พวกชาวต่างชาติส่วนใหญ่ จะเดินไปเข้าร้านโอ่อ่า แต่เดี๊ยนเดินตามกลุ่มเจ้าถิ่นไปเข้าร้านหน้าสถานีดับเพลิง
เป็นเพิงๆ แต่มีขายอาหารหลายอย่าง เรียงรายอยู่ในตู้กระจก ดูมีอนามัย และน่ากินดี

มีปอเปี๊ยะแบบเวียดนาม (ชิ้นเล็ก แป้งใสๆ)
หมี่ผัด ข้าวแกง ก๋วยเตี๋ยว ขนมหวานแบบพวกเครื่องรวมมิตรบ้านเรา
แต่สายตาของเดี๊ยนไปกระทบกับ ...ขนมจีนค่ะ น้ำแกงใสๆ ดูจะไม่เผ็ด
ชี้ๆสั่งๆ รสชาติเข้าที แต่ชามใหญ่ชะมัด ใส่ผักพวกดอกแคเล็กๆกับใบอะไรไม่รู้
ก็เคี้ยวเพลินดี ดูได้สารอาหารเพื่อเสริมสร้างวิตามิน

พอคิดเงิน เดี๊ยนก็อาศัย ความรู้เรื่องตัวเลขที่เคยเรียนนับมาได้ถึงล้านแล้ว
จ่ายเงินไป รวมน้ำอ้อย 1 แก้ว ก็2,500 เรียล (ปีปันปรัมรอยเรียล) >ประมาณ 25 บาท

แฮ่ๆๆ ต่อไปก็ไม่ต้องพูดอังกฤษ ฮาวมัช? แล้ว
แค่นี้ก็ได้ราคาท้องถิ่น
เวลาถามราคาก็ "ปรอมาณ ? (แปลว่า เท่าไหร่)
คิดเงินก็บอก "กึดลย " เนียนๆๆๆ


พอรถมาถึงพนมเปญ ก็ให้รถตู้กับน้องล่ามชื่อเสาริด มารับที่ท่ารถบัส
กระเป๋าลากไฮโซ ก็ได้ขึ้นรถตู้ส่วนตัว ในที่สุด

ตอนนี้ สนิทสนมกับพนมเปญขึ้นเยอะ ทำตัวตามสบาย กินอาหารตามร้านข้างทางได้แล้ว
ไม่กลัวผงชูรสแล้ว เจอร้านอร่อยเยอะแยะ

ไก่ย่างเหลืองเหมือนที่ภาคใต้บ้านเรา
ยำมะม่วงเปรี้ยวสะใจ
เนื้อย่างเสียบไม้ เล็กๆ กินกะขนมปังผักดอง อารมณ์เหมือนหมูสะเต๊ะ
ขนมจีนน้ำแกงกระหรี่ ชามยักษ์ แนวๆเหมือนน้ำเงี๊ยว

อีกไม่กี่วัน...ว่าจะทำใจกล้า ขอกินไข่ข้าว!! (ไข่ที่เกือบเป็นตัวแล้ว เอาไปนึ่งอ่ะ เห็นคนเขากินกัน
แล้วมันทำหน้าตาเหมือนอร่อยโคตร)

.....เหอ เหอ เหอ

วันอาทิตย์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2550

พนมเปญจ๋า ฉันกลับมาแล้ววว

เรื่องราวใน 10 กว่าวันที่ผ่านมาของเดี๊ยน มันช่างผกผันแปรปรวน
ในที่สุดหลังจากใช้เวลาว่างของการป่วยท่องเที่ยวกรุงเทพ ร่วมกับเพื่อนๆอย่างหนำใจ
ไปมันทั้งตลาดน้ำบางน้ำผึ้งและสยามพารากอน ในวันเดียวกัน

เดี๊ยนก็ตัดสินใจเดินทางกลับไปทำมาหากินยังประเทศเพื่อนบ้านต่อไป

ในวันจันทร์ที่ 22 เดี๊ยนก็บากหน้ากลับไปหาหมอ ก่อนวันนัดตั้ง 2วัน เพื่ออยากรู้อาการว่า จะนั่งเรือบินกลับได้แล้วยัง

หมอเอากล้องส่องหูเหม็นๆของเดี๊ยน แล้วก็บอกว่า น้ำยังไม่แห้งดีเลย ถ้าจะเดินทาง ก็ห้ามนั่งเรือบิน ถ้าหากมีเลือดออกมาอีก ต้องเริ่มรักษากันใหม่ และมันจะเรื้อรัง ไปเรื่อยๆ

เอาล่ะสิ! นี่เดี๊ยนกะว่า ออกจากหาหมอ จะไปเอาตั๋วเรือบินแอร์เอเชีย ที่โลตัสบางกะปิซะหน่อย

เลยนั่งบื้อ ไม่รู้ทำไง....เอาวะ นั่งรถก็นั่งรถ กลับทางปอยเปตเข้าเสียมเรียบ เพื่อไปทำงานก่อน3 วัน แล้วค่อยไปพนมเปญ(โดยทางรถ)

เช้าวันที่ 24 เดี๊ยนแบกกระเป๋าลากไฮโซ ขึ้นแท๊กซี่ไปรอรถบ่อน ที่พรีเมียร์พระราม 9 รอนานมาก
แล้วรถโค๊ช ลำใหญ่หรูหรา ก็เปิดประตูรับเดี๊ยนไปพร้อมกับนักพนันเต็มคัน

หลับๆตื่นๆ 3 ชม.ก็ถึงตลาดโรงเกลือ แยกย้ายกับรถบ่อนแล้ว ก็เดินลากกกกกกกกกกกก กระเป๋า ข้ามต่านพรมแดนระหว่างประเทศ ระยะทางไกลเป็นกิโล มิใช่อุปสรรคนัก แต่ๆๆๆๆ พื้นถนนที่ลากไปน่ะสิ ทั้งขรุขระ ทั้งฝุ่น น้ำแฉะ

เฮ้อ ก็อดทนกันไป ผ่านตม.มาได้ รถแท๊กซี่แคมรี่ส่วนตัวก็มารอรับอยู่แล้วที่วงเวียน
เจอฝรั่ง backpack เป็นหนุ่มน้อยชาวออสซี่ เห็นอกเห็นใจ ในฐานะคนชอบเที่ยวเหมือนกัน เดี๊ยนเลย เรียกให้มาขึ้นรถไปด้วยกัน(แต่ขอหารค่ารถกันนะ) น้องก็ยอม เพราะดูท่าทางวันนี้ นักท่องเที่ยวไม่มาก หากรอไปอาจต้องเหมาไปคนเดียว

นั่งโขยกเขยก มาตามระเบียบของถนนเส้นทางหฤโหด ที่คนที่เคยผ่านคงจะทราบดี
แค่ 3 ชั่วโมงกว่าๆ เดี๊ยนก็มาถึงเสียมเรียบ

คุณเลียงเพื่อนชาวขแมร์ ที่หลายๆท่านรู้จัก มายืนรอรับที่หน้าโรงแรมแกรนด์อันหรูหรา แล้วพาเดี๊ยนไปส่งยัง แหล่งพำนัก ร่วมกับสมาชิกที่มาทำงานยังประเทศนี้
กระนั้น คุณเลียงก็ยังไม่วาย พาเจ้าออสซี่ ไปหาที่พักและต้อนรับขับสู้ในฐานะเจ้าของบ้านเป็นอย่างดี (เอาอีกแล้วค่ะ)

และหลังจากนั้น เดี๊ยนก็เข้าสู่โหมดของการทำงาน ตามระเบียบ
ห้องพักใหญ่โต สะดวกสบาย มีแม่ครัว ที่ทำอาหารได้อร่อยใช้ได้

เฮ้อ...โครงการไดเอทของเดี๊ยน เมื่อไหร่จะเป็นจริงล่ะเนี่ย...

วันพฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2550

กลับมาชั่วคราว

555555 ขอขำตัวเองหน่อยนะ
หลังจากตั้งหัวข้ออำลาไปเมื่อสัปดาห์ก่อน และไปกินผงชูรสขแมร์อยู่ 7 วัน

เดี๊ยนก็ต้องบินกลับมาด่วน เพราะว่า...เดี๊ยนป่วยอ่ะ
(ก่อนหน้านี้เป็นหวัดงอมแงม เจ็บจมูก จนคืนวันอาทิตย์ปวดหูมาก และสุดท้ายก็มีน้ำไหลออกจากหู !!! เจี๊ยกกก)

ไปหาหมอที่คลีนิคอินเตอร์ หมอฝรั่งเศสกะหมอเขมร x-ray แล้ว บอกว่า เดี๊ยนคงเป็นไซนัสขั้นรุนแรง
ที่กรุงพนมเปญ ไม่มีหมอเฉพาะทางนี้ และไม่มีเครื่องมือดูดพิษร้ายออก ขอแนะนำให้เดี๊ยนรีบหาตั๋วเครื่องบินกลับบ้านไปซะ
และจะฉีดเพนนิซิลินฆ่าเชื้อให้เดี๊ยนแค่ 2 วัน หลังจากนั้นก็ตัวใครตัวมัน
เพราะ หากที่ประเทศเขา ใครเจ็บป่วยอาการรุนแรง เขาก็จะส่งมารักษาที่กทม. นั่นเอง

เมื่อเดี๊ยนได้ตั๋วแอร์เอเชีย ราคา 2,850 บาท มาได้ ก็บิ่งกลับบางกอก นั่งเจ็บหูเปรี๊ยะๆๆๆ ฝ่าเมฆหมอกมาถึง ในเย็นวันที่ 16 ตุลา

*** ไปหาหมอมาแว้ววว เขาว่า เชื้อหวัดมันเข้าสู่หูชั้นกลาง จนทำให้เลือดออกในหู (ยังไม่เข้าขั้นไซนัส)

แต่ห้ามนั่งเครื่องบิน ในอาทิตย์นึง

ตอนนี้นั่งๆนอนๆ อยู่กทม. อาจจะกลับไปประมาณวันที่ 23 มั๊ง
(ไม่มีไข้ ไม่ป่วย แค่หูอื้อ เหมือนอยู่ในน้ำตลอดเวลา พูดได้ คุยได้ เที่ยวได้ )
v
v
v
เบื่อจังเลย

วันอาทิตย์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2550

14 ตุลาคม 2550

มาเล่าเรื่องเมือวานต่อนะ

หลังจากที่เราตระเวนทั่วเมือง เพื่อหาหม้อหุงข้าวไฟฟ้า ราคาสมเหตุสมผลได้แล้ว

เราก็ได้หม้อใบน้อย ยี่ห้อเอี๊ยอะไรไม่รู้ ราคา 15 USD กับกาต้มน้ำ แบบพลาสติก(ต้มได้ทีละ 2 แก้ว) ราคา 10 USD

ได้กะทะแบบถูกๆ ราคา 3 USD และหม้อแกงไว้ต้มมาม่า ราคา 2.5 USD มาอีก 1 ใบ

เราก็เลยซื้อกับข้าวที่ซุปเปอร์Lucky กลับมา ได้แก่
ปีกไก่ 1 แพค ประมาณ 40 บาท
ผักกาดดอง ประมาณ 40 บาท
กุ้งขาวตัวใหญ่ดี ราคาแพคละ 100 บาท
ปลอคโคลี่ หัวใหญ่มาก ไม่ถึง 20 บาท
เห็ดฟาง พริกสด พริกหวาน

กลับมาถึงบ้าน ก็จัดแจงติดเตา ทำไก่ต้มผักกาดดอง และผัดผักใส่กุ้ง
อีกครึ่งนึง เก็บไว้ทำข้าวต้มกุ้ง มื้อเช้าพรุ่งนี้

วันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2550

ชีวิตของเดี๊ยน ที่พนมเปญ

สวัสดีทุกคน

นี่ก็อยู่พนมเปญมาได้ 5วันแล้วค่าาาาา
หลังจากที่ทำงาน 2 วัน หยุด 1 วัน ทำงาน 1 วัน แล้วหยุดอีก 2 วัน
เนื่องจากช่วงนี้เป็นวันหยุดของชาวขแมร์นคร ในเทศกาลวันสารท(ไม่ใช่วันสาทร)
จึงทำให้ร้านรวงส่วนใหญ่ปิดทำการไปมาก

ที่เปิดอยู่ก็เป็นร้านแถวๆโซนนักท่องเที่ยว
ริมน้ำ แถวหน้าพระราชวัง ที่เรียกว่า โตนเลจตุมุก (โตนเล หมายถึงแม่น้ำ จตุมุก คือ 4สายมารวมกัน อลังการงานสร้างทีเดียว)

เมื่อคืนวันศุกร์ไปกินข้าวที่ร้านอาหารไทย ที่เคยไปกินเมื่อปีก่อน ตอนมา backpack เที่ยวอินโดจีน (รายละเอียดอยู่ในหนังสือชื่อ see you again *** ขายของซะงั้น)

ไปกัน 2 คนกับน้องคิงซึ่งมาทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลเรื่องการ blocking นักแสดง
(น้องคิงนั้น เป็นเกย์กุ๊กกิ๊ก ที่มีรูปร่างสูงยาวถึง 185 เซ็น ขายาวเป็นนกกระยาง)
การกินอาหารคราวนี้ สองเราฟาดเรียบ สนุกสนาน เฮฮา เม้าท์ชาวบ้านกันไปเรื่อย ไม่เหงาเหมือนตอนมาคนเดียว

กินเสร็จแล้วอยากจะสำรวจ แสงสีของย่านทัวร์ริสต์พนมเปญ เดินไปเดินมาจนเวียนหัว
สรุปสุดท้าย ไปนั่งร้าน Metro เหมือนเดิม เพราะ 1 เปิดเพลงไม่เวียนหัว 2 สมาชิกในร้านดูดีมีระดับ 3 เครื่องดื่มราคาและรสชาติโอเค
แล้วเรียกตุ๊กตุ๊กกลับ ฝนตกพรำๆ

(ตอนหัวค่ำ เดินริมถนน เจอเงินดอลล่าห์ค่ะ ใบละ 100 เชียว เก็บมาแล้วก็ดีอกดีใจกันใหญ่ ปรากฏว่าขนาดเล็กกว่าแบงค์จริงนิดหน่อย ก็ถอดใจแล้วว่าคงเป็นแบงค์ปลอม
ตอนเช้าเอามาให้คนอื่นดู เขาว่า ไม่ใช่แบงค์ปลอม แต่เป็นประมาณแบงค์เด็กเล่น เหมือนแบงค์กาโม่มั๊ง…แป่ว..ต่ำต้อยกว่าแบงค์ปลอมอีกว่ะ!!!)

วันนี้วันเสาร์ ตื่นสาย นอนอืด นัดรถมารับตอน 11 โมง
อยู่ที่นี่ มีรถตู้ให้ใช้ 1 คัน ทุกวัน ค่าเช่า วันละ 30 USD เป็นรถตู้เบนซ์ไฮโซ เหมาะสมกับเดี๊ยนและน้องคิงเป็นอย่างมาก แถมล่ามให้อีก

จะบอกให้ว่า บางวันเราจะมีล่ามกันถึง 3 คน (เป็นคนขแมร์ทั้ง 3 )
เป็นล่ามพูดไทย 2 คน (แต่วันที่ 15 จะมี 1 คน ที่ต้องไปอยู่กับคณะที่จะมาถึงเสียมเรียบ)
และเป็นล่ามภาษาอังกฤษอีก 1 คน
เรียกได้ว่า บางทีก็งงๆ เพราะล่ามอังกฤษพูดไทยไม่ได้ ส่วนล่ามไทยก็พูดอังกฤษไม่ด๊าย

เนื่องจากงานที่เดี๊ยนจะต้องทำนั้นมีความซับซ้อนซ่อนเงื่อนเป็นอย่างมาก
จึงต้องมีทีมงานอลังการเยี่ยงนี้แล

วันนี้เราจะไปช๊อปปิ้ง กันค่ะ…..เปล่า ไม่ได้จะไปซื้อของฝากอะไรใครหรอก
แต่เราจะต้องซื้อของเข้าบ้านกัน ได้แก่พวก หม้อ กะทะ ถังขยะ ไม้กวาด ไปจนถึงจานชาม และกับข้าวของสด

ในคราวแรก ที่เดี๊ยนได้ดี๊ด๊า ว่าการไปทำงานที่เสียมเรียบจะมีแม่ครัว ทำอาหารให้เราเลือกเมนูไทย หรืออาหารสุขภาพไดเอทกันได้อย่างสบาย
แต่เมื่อโชคชะตาพลิกผัน ให้เดี๊ยนต้องมาประจำการที่พนมเปญ เป็นเวลาเกือบ 4 สัปดาห์
ก่อนไปสมทบกับคณะที่เสียมเรียบ ทำให้เดี๊ยนงงงวยเล็กน้อย

ก่อนจะตั้งตัวได้ เมื่อรับประทานอาหารขแมร์ไป3-4 วัน ว่าอาจจะไม่ไหวอีกต่อไปในระยะยาวนาน
แม้ว่าจะมีรสชาติอาหารและหน้าตาคล้ายอาหารไทยอยู่มาก แต่การอยู่ในเมืองที่ไม่คุ้นเคย การนึกว่าจะกินอะไรในแต่ละมื้อ แล้วบอกให้น้องล่ามพาไป มันช่างเหนื่อยยากในการคิด

แม้ที่นี่จะมีร้านสุกี้ทั้ง MK และ โคคา รวมทั้งห้างชื่อพารากอน ที่มีแบล็คแคนย่อน ร้านแพนคอสเมติกและเครื่องสำอางBSC แต่รสชาติ (อาหารนะ ไม่ใช่เครื่องสำอาง)ก็แค่ใกล้เคียงบ้านเรา ประกอบกับจะให้เดี๊ยนบริโภคสุกี้ทุกมื้อก็คงไม่ไหว จึงตัดสินใจ ทำอาหารกินเองกันบ้างเป็นบางมื้อก็คงดี

และร้านอาหารตามเหลาหรูพวกนี้ ราคาก็ไม่ใช่ถูกๆ (พอๆกะบ้านเรา)แต่จะให้กินทุกมื้อมันก็เกินไป
อยู่บ้านเรา ยังกินข้าวผัดร้านตามสั่งบ้าง ทอดไข่กินเองบ้าง ก็เฉลี่ยๆไป
แต่ร้านตามสั่งที่นี่ มักจะมาพร้อมผงชูรส โดดเด้งมาอย่างมาก
ขนาดเดี๊ยนซึ่งปกติไม่ค่อยรู้สึกมาก ยังต้องพ่ายแพ้แก่มัน
พอสั่งแบบไม่เอาผงชูรส จะได้เกลือเป็นเม็ดๆ(ไม่ละลาย)ลงไปแทน (ทั้งเค็มทั้งกรอบเลยแหล่ะค่ะคุณขา..)

วันก่อนไปสำรวจราคาของสดที่ซุปเปอร์ พบว่า คุณภาพใช้ได้ และราคาไม่สูงนัก โดยเฉพาะผัก เรียกว่าถูกเลยทีเดียว ผักบุ้งกำใหญ่ไม่รอบ ราคาไม่ถึง 10 บาทไทย
เครื่องปรุงรสต่างๆก็มีแบรนด์ไทยครบครัน ราคาก็ไม่ต่างกันมาก

เอาล่ะ…เดี๋ยวจะมาเล่าต่อ ว่าเราได้อะไรมากินกันบ้าง….

วันพฤหัสบดีที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2550

กราบบบบบ ลา >>> ดูแลประเทศชาติแทนเดี๊ยนด้วยนะ!!

ในเย็นย่ำวันที่ 5 ตุลาคม เดี๊ยนได้รับโทรศัพท์สายฟ้าฟาด....
"ที่บอกว่าจะให้เดินทางวันที่ 15 น่ะ..ถ้าไม่ติดอะไร ไปก่อนได้มั๊ย
ไปพนมเปญก่อน วันอังคารที่ 9 มีงานต้องทำที่นั่น อยู่ยาวเลย แล้วค่อยไปเสียมเรียบต่อ"


เอ่อ.. ค่ะ เพราะหลังจากที่เดี๊ยน นั่งนอนตีพุง อุทิศเวลาไปกับการเขียนเรื่องมีตติ้งในเว็บบอร์ด นิเทศ 28 และท่องอินเตอร์เนตไร้แก่นสาร
พลางแคะขี้เล็บ ขี้มูกไป เพราะคิดว่า จะมีเวลาอีกกว่าสัปดาห์ เพื่อเตรียมตัวก่อนเดินทาง

นั่นคือ..ร่ำลาแฟนคลับ /ซื้อของใช้ที่จำเป็นสำหรับ 4 เดือน เช่น พวกสบู่ ยาสีฟัน ผ้าอนามัย (ไม่อยากไปหาเสี่ยงเอาดาบหน้า)
/ ทำฟัน ขูดหินปูน /จัดการเรื่องสาธารณูปโภค ค่าน้ำ ค่าไฟ โทรบ้าน มือถือ / จัดการเรื่องการพิมพ์งานเขียนเล่มใหม่ / จัดประเป๋าใบมหึมา แยกเป็น 2 ใบ และฝากรถไปกับคณะเสียมเรียบ 1 ใบ

>>>>>>>เดี๊ยนต้องทำทั้งหมด ข้างต้น ในเวลา 2 วัน
v
v
v
v
ประจวบกับช่วงนั้น ฉันมีอาการป่วยไข้ เนื่องจากการนอนดึกติดต่อกันหลายวัน
และอาจจะตื่นเต้นที่จะได้เดินทางออกนอกประเทศ ต้องจากบ้านเมือง จากเพื่อนเป็นฝูงๆ

เดี๊ยนเลย ต้องเดินทางในบัดดล

---11 Oct.2007 ---

.......ตอนนี้ นั่งเขียนอยู่ริมน้ำ

no no no อย่าคิดว่า เป็นสวนสาธารณะ เพิงหมาแหงน ชมชาวบ้านกู้ลอบดักปลาจากเรือพาย
เหมือนริมฝั่งโขง แถวบ้านเราล่ะ
แต่...

เดี๊ยนนั้น นั่งอยู่ในคาเฟ่ไฮโซ จิบชาเออเกรย์ และใช้อินเตอร์เนตไร้สาย WL
ฟังเพลงชิลล์เอ้าท์

เดี๊ยนจะมาแจ้งให้ทราบถึงโปรแกรมชีวิต ในประเทศกัมพูชา

เดือน October ตุลาคม
วันที่ 10 -24 พำนักทำงานอยู่ที่พนมเปญ
วันที่ 24-26 ไปทำ Show รอบ Press ที่เสียมเรียบ
วันที่ 27 - 9 Nov. กลับมาทำงานที่พนมเปญ
วันที่ 10 พฤศจิกายน เป็นต้นไป อยู่ที่ีเสียมเรียบ และเตรียมตัว ต้อนรับชาวโลก......

ส่วนเบอร์มือถือ ติดต่อเดี๊ยน จากนี้ไป ส่ง SMS มาจากเมืองไทย ครั้งละ 5 บาท
ใครจะโทรมา ก็เสียเงินค่าข้ามประเทศตาม โปร.ของแต่ละค่ายไป

+855 99622396 แอนจ๋าาาาา

วันเสาร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2550

ท่านทั้งหลาย ใครจะไปเมื่อไหร่ มาลงชื่อเร้ววววว

ก่อนอื่น จะมาบอกก่อนว่า จากเดิมที่เคยประกาศไว้ว่าจะไปวันที่ 15 แต่ด้วยเหตุกระทันหัน ดิฉันได้รับคำสั่งจากคุณเก๋ ต้นสังกัด
ให้ออกเดินทาง วันที่ 9 ตุลาคม เพื่อไปพนมเปญ(มีธุระต้องทำงานที่นั่น ประมาณ 10 วัน)
แล้วค่อยเดินทางไปยังเสียมเรียบ

ประมาณวันที่ 22 ดิฉันก็คงอยู่ที่เมืองอันงดงามแห่งนั้นแล้ว

สำหรับท่าน ที่แจ้งความจำนงไว้แล้ว ดิฉันขอเรียงตามลำดับเวลาดังนี้


ชุดที่ 1 ปลายเดือนตุลาคม น่าจะเป็น -อาจารย์เอิร์ธ (ไปกับใครบ้างก็ไม่รู้) และอาจมีพี่ต้อง

ชุดที่ 2 ต้นเดือนพฤศจิกายน ใครจะไปตอนนี้บ้าง ชมเสียมเรียบเพียวๆ ไม่ต้องดู Show

-ปลายเดือนพฤศจิกายน ช่วงนี้ Show กำลังเริ่ม อย่าไปเลย เพราะดิฉันอาจยุ่งมาก

-ต้นเดือนธันวาคม อาจเป็นคณะเพื่อนนิเทศฯ

- กลางเดือนธันวาคม- สิ้นปี เป็นเพื่อนๆ ชาวสะบรึ๋ย ที่ต่างทำงานบริษัท ลางานหยุดได้ช่วงนี้ (คุณไก่ คุณเป็ด)
และอาจเป็นเพื่อนๆนิด้า คุณเน คุณแอม

- ต้นเดือนมกราคม อีน้องแนน คุณป๊อบ หรือคุณบี

-กลางเดือนมกราคม เก็บตกคณะต่างๆ ที่ยังไม่ได้ไป

-ปลายเดือนมกราคม เตรียมไปรับดิฉันกลับบ้าน


เอาล่ะ ใครที่รู้กำหนดวันของตัวเอง แบบคร่าวๆ หรือแบบเป๊ะๆ ก็มาบอกกล่าวกันหน่อย
อย่าลืมลงชื่อไว้ด้วยนะ เพื่อให้คนอื่นๆได้รู้กัน (และเผื่อฉันจะฝากให้หิ้วอะไรไปให้)


คนที่ไม่รู้จักฉัน แต่เป็นเพื่อนของเพื่อนๆๆๆ ก็ไปได้นะ ฉันยินดี



ปล. วันหยุดงานของฉันคือ ทุกวันอังคาร และวันที่ 24-25 ธันวา/ วันที่ 31ธันวากับ 1 มกรา

พบกันอีกที ทางหน้าจอ ที่พนมเปญจ้า
แล้วจะมาเล่าเรื่องให้ฟัง...

วันศุกร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2550

การเดินทางจากกรุงเทพ ไปโรงเกลือสระแก้ว ข้ามด่านปอยเปต

เรียน ท่านผู้ประสงค์จะไปเที่ยวชม นครวัด เมืองเสียมเรียบ โดยทางรถ

เดี๊ยนไปรวบรวมข้อมูล จาก web ต่างๆ เพื่อให้ท่านทราบว่า นอกจากท่านจะนั่งรถทัวร์ โดยขึ้นจากหมอชิต หรือเอกมัย ไปยังภาคตะวันออกสุดของประเทศสยาม เพื่อเข้าประเทศกัมพูชาแล้ว

ท่านยังสามารถ ใช้บริการ รถแบบนักท่องเที่ยว( backpack) หรือรถที่จะไปคาสิโน ปอยเปตได้ จากจุดต่างๆของเมืองหลวง ดังนี้

- ถนนข้าวสาร ให้สอบถามจากเอเย่นต์ทัวร์ต่างๆได้เลย จะมีทั้งแบบรถบัส รถตู้ ราคาตั้งแต่ 250-300 กว่าบาท ออกเดินทางตอนเช้ามืด ตี 5 เป็นต้นไป ทุกวัน สอบถามและจองตั๋วก่อน หรือจะไปเสี่ยงดวง หารถตอนนั้นเลย (จะได้เลือกรถสภาพดีๆ)
***ถ้าหากท่านชื่นชอบ การถูกหมักรวมๆกับฝรั่งท่องโลก ท่านคงไม่อยากพลาด
แต่พอรถไปถึงด่าน จะต้องเปลี่ยนรถ ไปเป็นสัญชาติกัมพูชา จะเรียก taxi เหมาไป หรือต่อรถบัส ก็ตามสบาย

- ถนนพระราม4 รถบ่อนไปคาสิโน ออกทุกวัน (แต่คนจะเยอะในเช้าวันหยุด) แนะนำให้ท่านแบกกระเป๋าไปรถ หน้าตึกอื้อจือเหลียง ฝั่งสวนลุม ตอนตี 4 ตี 5 จะมีรถโคชปรับอากาศ สภาพดี นั่งสบาย จ่ายค่ารถให้เขาไป 100 บาท แล้วนั่งเงียบๆไป หลับสบายไปถึง ด่าน แล้วเดินข้ามไปตม. จะแวะเข้าคาสิโน ไปล้างหน้า หรือกินบุฟเฟ่ต์ก็ได้

- ย่านประตูน้ำ สอบถามจากเอเย่นต์ หรือไปรอตอนเช้าเลย มีทั้งรถตู้ ราคาคนละ 300 บาทและรถบัส นี่ก็เป็นรถไปบ่อน ราคา 100 บาทเหมือนกัน (แต่ไม่ค่อยรับคนไทย ใครปลอมตัวเก่ง ก็ลองไปดู)

- ถนนสุขาภิบาล 2 หน้านิด้า แถวแฟลตคลองจั่น รถออกตอนตี 4.30 ถึงโรงเกลือ 7.30 เป็นรถบัสปรับอากาศ อย่างดีเหมือนกัน คนละ 100 บาท


ท่านที่มีวีซ่ากัมพูชา ( ขอจากกรุงเทพ 20 USD) ถ้าไปขอที่ด่าน อาจเสียเวลาเข้าคิว (ติดพวกไปบ่อน) และจะต้องเสียใต้โต๊ะอีกคนละ 100
ท่านจะใช้เวลาที่ด่านไม่มากนัก ในกรณีมีวีซ่าในพาสปอร์ตแล้ว

ท่านที่จะมาเป็นหมู่คณะ 3-4 คน และไม่อยากต่อสู้ ในการหารถ/ต่อราคาที่ด่าน
กรุณาติดต่อหาเดี๊ยน เดี๊ยนจะได้ส่งลีมูซีน

ไม่ช่ายยยย....เดี๊ยนจะติดต่อรถ ที่ไว้ใจได้ ไปรอรับที่หน้าตม.เลย (จ่ายเงินเองนะ)


---------##### มาเพิ่มเติมนิดหน่อยจากที่ไปเสาะหาข้อมูลมาอีก ####----------

-เหมาแคมรี่จากปอยเปต คันละ 1,200 บาท จ่ายเงินไทยได้ (ช่วงเทศกาลอาจแพงขึ้นกว่านี้ ต้องทำใจ) นั่งไม่เกิน 4 คน กำลังดี

ในเมืองเสียมเรียบ การเที่ยวชมปราสาท
- เช่ารถเก๋งเที่ยว พร้อมคนขับ ราคา 30-40 USD ต่อวัน แล้วแต่เวลา และระยะทางที่จะไป
- เช่ารถตู้เที่ยวพร้อมคนขับ มีตั้งแต่สภาพธรรมดา 50-60 USD ต่อวัน ไปจนถึงรถตู้เบนซ์ วันละ 85 USD รวมน้ำมัน บริการตั้งแต่เช้ามืดยัน4 ทุ่ม
- รถสามล้อพ่วง เหมือนสกายแลป ราคา 10-20 USD ต่อวัน แล้วแต่สถานที่ และระยะทาง เหมาะกับคนที่ไป 2 คน (ที่นั่งกำลังดี)
แม้ต้องดมฝุ่นบ้าง แต่ก็ได้เห็นธรรมชาติใกล้ชิด ถ่ายรูปสะดวก

- ไปคนเดียว แนะนำ นั่งมอไซค์รับจ้าง คนขับจะเป็นไกด์ไปในตัว วันละ 7-15 USD เดินทางในรัศมี 30 กิโลเมตรรอบเสียมเรียบ ถ้าจะไปพนมกุเลน และกบาลเกษียรที่ไกลไป 50 กิโล ให้ไปรถยนต์ดีก่า แต่ข้อดีคือ เป็นส่วนตัว ติดดิน อยากแวะถ่ายรูปที่ไหน นานแค่ไหนก็ได้

- สำหรับพวกใจถึก รักอิสระสูง ประวัติศาสตร์แน่น ดูแผนที่เก่ง ไม่ง้อใคร แนะนำเช่าจักรยาน ปั่นเองไปเลย อยากไปไหนไป จะปั่นไปถึงพนมเปญก็ตามใจ ค่าเช่าจักรยาน มีหลายราคา ตามสภาพ ไว้เดี๊ยนไปถึงโน่นก่อน จะหาข้อมูลมาให้

การเดินทางโดยรถจากเสียมเรียบไปพนมเปญ (เผื่อใครจะไปขึ้น airasia กลับ)
- รถเก๋งแคมรี่ เหมาทั้งคัน 50 USD ใช้เวลา 4.30 ชม. ถนนดี
- เรือด่วน คนละ 22-25 USD ใช้เวลา 5 ชม. แต่ได้แถมดู"โตนเลสาบ" เพราะเรือออกจากที่นั่น (ประหยัดเงิน และเวลาที่จะต้องไปทัวร์โตนเลสาบ)
- รถประจำทาง คนละ 5-10 USD วิ่ง 6-7 ชม. หรือมากกว่านั้น สนุกสนานไปกับฝรั่งแบกเป้และพี่น้องชาวขแมร์


เป็นไงล่ะ
ตอนนี้ได้ข่าวว่ามีหลายท่าน แอบเข้ามาดูและดีไซน์เส้นทางกันอย่างเมามันส์
แถมยัง print เนื้อหา ไปให้ญาติมิตร >>> ซึ่งเดี๊ยนรู้สึกยินดี เป็นอย่างยิ่ง ที่ข้อมูลที่เดี๊ยนได้เสาะหา บ้างก็ลอกเขามา จะเป็นประโยชน์ในวงกว้าง
ไม่เฉพาะ แต่คนที่จะไปให้กำลังใจเดี๊ยนในช่วงเวลาดังกล่าวเท่านั้น

แต่เดี๊ยน อยากจะขอ ขอ.. กราบขอร้อง ให้ท่านที่เข้ามา ได้กรุณา ช่วยแสดงความคิดเห็น หรือลงชื่อกันไว้บ้าง
เพื่อเป็นกำลังจายย ให้เดี๊ยนทราบว่า...
ที่อุตส่าห์ทำมาเนี่ย มันมีคนเข้ามาอ่านนะ.... Please

วันอังคารที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2550

มาทำงบประมาณ การไปหาเดี๊ยน ที่กัมพูชากันดีกว่า

เนื่องจากเดี๊ยน จะขอใช้พื้นที่ของ blog นี้ ในการ update เรื่องราวต่างๆ ที่เดี๊ยนจะได้เดินทางไปพำนัก พักอยู่เพื่อทำมาหาเลี้ยงชีพ ณ ประเทศกัมพูชา เป็นเวลาตั้งแต่เดือน ตุลาคม 2550 ไปจนถึงปลายเดือน มกราคม 2551

และเดี๊ยนได้ทำการป่าวประกาศไปทั่วให้เพื่อนฝูงและบรรดาแฟนคลับ
ที่สนใจ จะไปดูน้ำหน้าเดี๊ยน และ ไปเยี่ยมชมอายธรรมอันรุ่งเรืองงดงาม แห่งอาณาจักรนี้

ได้ถือโอกาสที่เดี๊ยนอยู่ที่นั่น เก็บเสื้อผ้า ลางาน ไปร่วมฉลอง 1 พันปี ของการก่อสร้างมหาปราสาทอังกอร์วัด ผ่านการแสดงแสงเสียงตระการตา
"The Legend of Angkor Wat Show" ที่จะเปิดการแสดงถึง 50 รอบ ให้ตระหนักแก่สายตาชาวโลก
สำหรับผู้ที่อยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติม หรือจองบัตร เชิญที่นี่

http://www.angkorwatshow.com/detail_booking.php

เนื่องจากเดี๊ยนนั้นมีเพื่อนๆหลายระดับ(ชนชั้น) ราวกับสืบเชื้อสายมาจากระบบวรรณะในอินเดีย
เดี๊ยนจึงเหน็ดเหนื่อย ในการออกแบบรูปแบบการเดินทางเพื่อไปถึงยังดินแดนนี้ ในตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา
แต่ด้วยความตระหนักว่า เพื่อนทุกหมู่เหล่า ล้วนมีความรักให้กับเดี๊ยนอย่างเท่าเทียมกัน(รึปล่าว)

เอาเป็นว่า เดี๊ยนจะออกแบบการเดินทาง เป็น 3 ลักษณะ ดังนี้
A: ไปเครื่องบินกลับเครื่องบิน
B: ไปรถกลับเครื่องบิน
C: ไปรถกลับรถ

*** แต่บอกไว้ก่อนว่า ทุกโปรแกรมยังไงก็ต้องมีพาสปอร์ต และทำวีซ่าเข้ากัมพูชา โดยจะขอที่ กทม./หรือไปขอที่สนามบินขาเข้า หรือที่ด่านปอยเปตก็ได้

ส่วนนี่คือรายละเอียดจ้า

Program A: ไปเครื่องบินกลับเครื่องบิน

เหมาะสำหรับผู้มีรายได้สูง หรือผู้มีสภาพร่างกายสังขารไม่แข็งแรงนัก ไปคนเดียวหรือกับคู่รัก ลางานได้น้อยวัน
มีพันธะทางบ้าน
เดินทางโดยสายการบิน Bangkokairways ใช้เวลาทั้งโปรแกรม 2-3 วัน

วันที่ 1 เลือกไฟล์เช้าๆ ออกจากสุวรรณภูมิ-เสียมเรียบ
ชมปราสาท ได้ 3-4 แห่ง ตอนค่ำชม Show พักโรงแรมมีระดับ
วันที่ 2 เดินทางกลับ หรือชมปราสาทต่อ
วันที่ 3 กลับไฟล์เช้า หรือบ่ายๆ
งบประมาณ
ค่าเรือบินไปกลับ รวมภาษี และธรรมเนียม 13,000 บาท+ค่าชมปราสาท1 วัน 20 USD/2 วัน 40 USD+ ค่าที่พัก คืนละ 20-40 USD (แล้วแต่ความไฮโซ) + ค่าอาหาร 2-3 วันประมาณ 50 USD + ค่าเช่ารถพาเที่ยว 20 USD+ ค่าดูโชว์ 60 USD

รวมประมาณ 19,000-22,000 บาท

ปล.โปรแกรมนี้เหมาะกับ ระดับผู้บริหาร นักวิจัย อาจารย์มหาวิทยาลัย โปรดิวเซอร์ และผู้ถือบัตรเครดิตGold
****มีเที่ยวบิน วันละ 7 ไฟล์ท เช้าสุดออกจาก BKK 8.00 ค่ำสุดออกจากเสียมเรียบ 20.55
ดูรายละเอียด ที่ http://www.bangkokair.com/



Program B: ไปรถกลับเครื่องบิน
สำหรับผู้มีเวลามากหน่อย ร่างกายแข็งแรง ลางานได้บ้าง ใช้เวลา 3-5 วัน ควรมีผู้ร่วมทาง 3-5 คน(เป็นเลขคู่ดีกว่า)

วันที่ 1 เช้ามืดเดินทางโดยรถจากกทม.- จ.สระแก้ว ข้ามด่าน เข้าตลาดปอยเปต เหมารถCamryต่อเข้าเสียมเรียบ (ถึงเย็นค่ำ)
วันที่ 2 ชมปราสาท 4-5 แห่ง ตอนค่ำ ดู Show
วันที่ 3 ชมปราสาทต่อ ตอนค่ำกินเหล้า
วันที่ 4 ออกจากเสียมเรียบ โดยรถ หรือเรือล่องแม่น้ำโขง 5-6 ชม. ถึงพนมเปญบ่ายๆ นั่งแอร์เอเชีย/การบินไทย ไฟล์ค่ำๆ กลับ กทม.
หรือจะนอน+เที่ยวพนมเปญต่อ

งบประมาณ
ค่ารถจากกทม- เสียมเรียบ ประมาณ คนละ 700 บาท(4คน เหมา Camryจากปอยเปต)
โรงแรม 3 คืน ห้องละ 10 uSD x 3=30 หาร 2 คน คนละ 15 USD= 500 บาท
ค่าตั๋วชมปราสาท 2-3 วัน = 40 USD / 1,360 บาท
ค่าเหมารถ เที่ยวไปตามปราสาท 3 วัน คนละประมาณ 500 บาท
ค่าอาหาร 4 วัน คนละ 1200 บาท ค่าเรือไปพนมเปญ ประมาณ 800 บาท
ค่าดูโชว์ 60 USD

สรุปค่ารถ ค่ากิน ค่าชมปราสาท ค่าที่พัก ประมาณ 4,500-5,000 บาท ถ้าได้ airasia ช่วงโปรถูกๆ ก็ประมาณ 2 พันกว่า ถ้าการบินไทยก็ตัวใครตัวมัน ***รวมทั้งหมดก็ประมาณ 1 หมื่นนิดหน่อย

ปล. โปรแกรมนี้ เหมาะสำหรับพนักงานบริษัทระดับกลาง มีเพื่อนรวมก๊วนหลายคน ร่างกายแข็งแรง รักธรรมชาติพอสมควร และมีความสามารถในการจองตั๋วถูก airasia
*** เช็คเที่ยวบินที่ http://www.airasia.com/site/th/th/home.jsp



Program C : ไปรถกลับรถ
(รวมกลุ่ม 3-4 คนเช่นกัน หรือจะไปคนเดียว ก็ไปแชร์รถกับคนอื่นที่ปอยเปตได้)

วันที่ 1 เช้ามืดเดินทางโดยรถจากกทม.- จ.สระแก้ว ข้ามด่าน เข้าตลาดปอยเปต เหมารถCamryต่อเข้าเสียมเรียบ (ถึงเย็นค่ำ)
วันที่ 2 ชมปราสาท 4-5 แห่ง ตอนค่ำ ดู Show
วันที่ 3 ชมปราสาทต่อ ตอนค่ำกินเหล้า
วันที่ 4 ออกจากเสียมเรียบ โดยรถ กลับทางเดิมกับที่มา เข้า กทม.
วันที่ 5 6 7 8 ถ้าอยากอยู่ต่อจะทำอะไรก็ทำ

งบประมาณ
ค่ารถจากกทม- เสียมเรียบ ประมาณ คนละ 700 บาท(4คน เหมา Camryจากปอยเปต)
โรงแรม 3 คืน ห้องละ 10 USD x 3 คืน =30 หาร 2 คน คนละ 15 USD= 500 บาท
ค่าตั๋วชมปราสาท 2-3 วัน = 40 USD / 1,360 บาท
ค่าเหมารถ เที่ยวไปตามปราสาท 3 วัน คนละประมาณ 500 บาท
ค่าอาหาร 4 วัน คนละ 1200 บาท
ค่าดูโชว์ 60 USD
ค่ารถกลับถึง กทม. คนละ 700 บาท

สรุปค่ารถ ค่ากิน ค่าชมปราสาท ค่าที่พัก ประมาณ 5,000 -6,000 บาท
***ไม่รวมค่าดู Show

ปล. โปรแกรมนี้ เหมาะกับใครบ้างคงไม่ต้องบอก แฮ่ะๆ เอาเป็นว่า เหมาะกับคนมีกะตังค์ที่ใช้เงินเป็น คนที่ร่างกายแข็งแรง
อดทน รักธรรมชาติ รักการผจญภัย มีเวลาเหลือเฟือ จะอยู่นานๆ ก็ไม่ว่ากัน

เอาล่ะ เชิญทุกท่านไปเลือกโปรแกรมตามความเหมาะสม

สำหรับเดี๊ยน ใครจะมาแบบไหน อย่างไร หรูหรา ไฮเอนด์ หรือติดดิน
เดี๊ยนก็มิได้คลายความรักที่มีให้กับทุกคน อย่างเสมอภาคกัน
*** ขอให้รู้ไว้ว่า เดี๊ยนรอคอยการมาเยี่ยมเยือน ของเพื่อนและผู้ผ่านทางทุกคน ด้วยความหวังอย่างเต็มเปี่ยม

อ้อ! สุดท้ายนี้ ขอแจ้งว่า เรือนพักที่ทำงานของเดี๊ยนนั้น
นอกจากจะมีห้องน้ำส่วนตัว แอร์คอนฯ ทีวีน้อยๆ(รับช่องไทยได้) และแม่บ้านคนไทยมาทำกับข้าวให้พวกเดี๊ยนกินแล้ว
ยังมีการติดระบบอินเตอร์เนตไร้สาย จากดาวเทียม IPstar บนหลังคาบ้าน
จึงไม่ต้องกังวล ในการติดต่อสื่อสารกับเดี๊ยน ผ่านทาง e-mail หรือ blog แห่งนี้

see you in Combodia..

วันอังคารที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2550

คู่รักกลางสมรภูมิรบ # ตอนจบ

หลังจากงานยุ่งบวกขี้เกียจ ก็ได้มีเวลามา up เรื่องนี้ซะที
เพราะมีแฟนๆ กริ๊งกร๊างมาเรียกร้องอยากจะรู้เรื่องราวต่อไปกันเหลือเกิน

งั้นมาต่อกันเลย


******

งานเริ่มดำเนินไปตามปกติ แขกเริ่มมากขึ้น หน้าที่รับผิดชอบของบุรุษเดินโต๊ะ จะต้องเพิ่มขึ้นมาเป็นการช่วยถือของชำร่วย ตามบ่าวสาวไปไหว้แขกตามโต๊ะด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ถนัดและช่ำชองไปแล้วหลังจากผ่านงานแต่งงานมาหลายครั้ง

แต่…ครั้งนี้บุคลากรของเรามีน้อยเป็นอย่างมาก คุณไก่ซึ่งไม่ต้องถ่ายภาพแล้วจึงต้องลงมาช่วยด้วย ส่วนบุรุษคอมมอนเรลที่ดวงตาแดงก่ำ จากฤทธิ์สุราและการโม้เมื่อช่วงบ่าย ดูจะไม่เหมาะกับการไปพบแขกนัก จึงมีหน้าที่ประจำการเฝ้าโต๊ะบัญชาการไว้ หนุ่มๆของเราเดินตามถือของชำร่วยกันอย่างเหนื่อยแรง สังเกตได้จากเหงื่อที่ผุดขึ้นบนหัวเถิกของคุณปั๊ม

เวลาเกือบ 19.30 เดี๊ยนได้รับข่าวอันน่าตกใจว่า ขบวนที่จะออกเดินทางไปกับเราในคืนนี้ จะต้องมีรถของโต๊ะจีนที่มาจากหาดใหญ่ร่วมไปด้วย โอ้..แม่เจ้า นั่นก็หมายความว่า เราจะต้องรอจนโต๊ะจีนออกอาหารจนหมด และเก็บกวาดข้าวของล้างภาชนะ เพื่อที่จะออกไปพร้อมกับเรา ซึ่ง..ไม่น่าจะเป็นเวลาอันใกล้นี้ ชาวคณะจึงต้องร่วมถกประเด็นกันอีกครั้ง ว่าถ้าใครอยากกลับไปก่อนรถตำรวจ191 ที่จะมานำขบวน ก็สามารถไปได้เลย

แต่..ฮ่าๆๆๆ ใครจะกล้าไปล่ะคะท่าน เอาเป็นว่ารวมกันเราอยู่ก็แล้วกัน สิ่งที่จะทำได้ดีที่สุดก็คือภาวนาให้แขกรีบๆกินอาหารกันให้เสร็จเร็วๆก็แล้วกัน

เดี๊ยน จึงสาระแนไปเร่งคิวบนเวที ให้รีบกล่าว รีบอวยพร รีบขอบคุณกันซะ จะได้รีบเก็บโต๊ะกันซะที

แต่การเร่งรัดนี้ ก็ดูช่างสวนทางกับการ speed ดื่มกินของแขกทั้งหลายที่เป็นคนในพื้นที่ ซึ่งมาร่วมละเลียดสุราแสดงความยินดีกับดาบเหลียวที่ได้ลูกเขยซะที

บรรยากาศชักเริ่มมาคุ เมื่อเวลาเกือบ 20.30 ชาวเราซึ่งเริ่มนั่งกันไม่ติด เพราะคอยสอดส่องบอกพนักงานให้ช่วยเก็บโต๊ะ ซึ่งระหว่างที่เดินไปเดินมาในแต่ละโต๊ะ เดี๊ยนต้องคอยหลบปืนเอ็ม16 ที่วางอยู่บนโต๊ะอาหารของพวกท่านเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อนพ่อเจ้าสาวที่มาร่วมงานไปด้วย

ในช่วงแรกๆที่เห็นตำรวจพกอาวุธ(สงคราม)เข้ามาก็ยังแอบเม้ากันคิกคัก และคอยอยู่ห่างๆปินไว้

แต่ตอนนี้ไม่ได้แล้วค่ะ ต้องไปเดินดูตามโต๊ะ เดี๊ยนร่อนไปทั่วงาน …ปงปืน กูไม่สนแล้ว

พวกพนักงานโต๊ะจีนที่มีจำนวนไม่มากนัก ก็เร่งทำงานกันอย่างสุดชีวิต (เดี๊ยนว่าปกติ พนักงานโต๊ะจีน น่าจะมีมากกว่านี้นะ แต่คิดว่าที่มากันนี่ ก็คงจะคัดเลือกที่ใจเด็ดเท่านั้น)

เวลาเกือบ21 .00 พี่สาวคุณแต๋ ได้แจ้งว่า ได้เตรียมจาน/ช้อน/แก้ว จากที่บ้านมาเพื่อถ่ายเทของจากบนโต๊ะแขก มาด้วย (เริ่ด!มากๆเลยค่ะ แผนนี้) เมื่อรู้ดังนั้น ปฎิบัติการเฉพาะกิจจึงได้เกิดขึ้น

เราระดมกำลังที่หาได้ทั้งหมดประมาณ 10 กว่าคน (ซึ่งรวมทั้งแขกที่เป็นลูกค้าปัตตาเวีย เช่น อาร์ท เอี้ยง โบ้ และเพื่อนๆ) มาร่วมปฎิบัติการเปลี่ยนจานอาหารบนโต๊ะแขกที่เหลืออยู่เกือบ10โต๊ะ หลังจากประชุมแจ้งหน้าที่กับทุกคนแล้ว เราก็เริ่มลงมือ

ภารกิจเปลี่ยนจานร้านโต๊ะจีน ปฎิบัติการของเราคือดังนี้
-ยกจานไปประมาณ10 ใบต่อโต๊ะ พร้อมช้อน
-นำไปวางที่โต๊ะว่าง ติดกับจุดที่แขกนั่งอยู่
-กล่าวขออนุญาต และยกจานกับข้าว ข้ามหัวแขก มาเทใส่จานเปล่าที่เตรียมไว้ในโต๊ะใหม่
-กล่าวเชิญให้แขกลุกจากโต๊ะเดิม มาสู่โต๊ะใหม่ พร้อมถือแก้วของตัวเองมาด้วย
-เมื่อแขกมานั่งที่โต๊ะใหม่ จึงคว้าหมับไปที่แก้วของแขก และเทน้ำใดๆ(เหล้า / โค้ก / น้ำเปล่า) ใส่ลงในแก้วใหม่แล้ววางไว้ตรงหน้าแขก
-กล่าวเชิญแขกรับประทานอาหาร และดื่มต่อไปให้มีความสุข
-พนักงานโต๊ะจีน เข้าเคลียร์พื้นที่โต๊ะเก่าอย่างรวดเร็ว

เราปฎิบัติการกันในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งเดี๊ยนคิดว่าไม่น่าจะเกิน8นาที และเราได้ค้นพบว่า บุคคลซึ่งสามารถยกปลาราดพริกจากจานเปลขนาดใหญ่มาไว้บนจานกินข้าวขนาดปกติได้อย่างเรียบร้อย คือน้องตา และบุคคลที่สามารถยกข้าวห่อไปบัวที่ถูกผ่าเป็น4แฉก ด้วยมือเปล่า ได้อย่างสวยงามและรวดเร็วคือน้องมดช่างภาพ

ขณะที่พักเหนื่อยและชื่นชมกับภารกิจที่ลุล่วงอยู่นั้น เราก็ได้ค้นพบว่า เรายังไม่สามารถ ถ่ายเท ของอีกสิ่งหนึ่งได้ เพราะไม่ได้เตรียมภาชนะมา นั่นคือสิ่งที่สำคัญของคอเหล้าทั้งหลาย

…น้ำแข็งนั่นเอง

คนไทยต้องกินข้าวฉันท์ใด คอเหล้าเช่นกันก็ควรทราบว่า เหล้าต้องกินกับน้ำแข็งฉันท์นั้น

ข้อสรุปคือว่า ให้พนักงานนับถังน้ำแข็งทิ้งไว้ให้แต่ละโต๊ะ แล้วจะจ่ายเงินสดให้ถังละ10 บาท หลังจากนี้ ก็เชิญทุกท่านดื่มเหล้ากันต่อตามอัธยาศัย

และแล้วก็ถึงเวลาที่พวกเรารอคอย
กลับมายืนลุ้นให้คุณโต๊ะจีนจัดของขึ้นรถกันให้เสร็จไวๆ ขบวนสงขลานั้นพร้อมตั้งแต่ 2ทุ่มแล้ว เดี๊ยนเกรงพ่อแม่เจ้าบ่าว จะเบื่อและเครียด จึงได้ส่งคุณไก่เม้าท์แตกพร้อมคุณโจไปเม้าท์กับท่าน ระหว่างรอแก้เซ็งไปก่อน




ขณะนั้นเองเดี๊ยนได้ยินเสียงบุรุษคอมมอนเรล เรียกเดี๊ยน
“ มึงไปเคลียร์ ตรงนั้นหน่อยไป “

รู้มั๊ยคะสิ่งที่เดี๊ยนต้องไปทำคือ ไปเข้าแทรกแซงภาวะในครอบครัวของเค้าค่ะ ใช่แล้ว พ่อ-แม่ เจ้าสาว และญาติกำลังถกเถียงกัน เรื่องจะให้ไปบอกรถ191 ว่าเราจะพร้อมแล้ว (ในขณะที่จริงๆรถโต๊ะจีนยังไม่พร้อมเลย)

เดี๊ยนจึงสาระแนสรุปให้ว่า จะไปดูว่ารถโต๊ะจีนเสร็จยัง และจะไปบอกคุณตำรวจนำขบวนให้เอง พูดเสร็จเดี๊ยนรีบดึงแขนบุรุษคอมมอนเรลไปโดยไม่ฟังคำตอบจากครอบครัวเจ้าสาวอีกแล้ว

ระหว่างที่เรา2คน เดินย่องไปดูโต๊ะจีนทางด้านหลังหอประชุม เราได้พบว่า มิใช่มีแต่ตำรวจเอ็ม16 ที่เอ็นจอยงานเลี้ยงอยู่ข้างในเท่านั้น แต่ยังมีตำรวจและทหารสะพายปืนหลากหลายขนาดอีกหลายนายในรอบๆบริเวณนั้น (ระบุสังกัดและขนาดปืนไม่ได้)

เพราะเดี๊ยนเห็นแค่จากแสงวาบๆของบุหรี่จากเงาตะคุ่มๆในความมืด ….ไม่น่าจะต่ำกว่า 20 นาย

โอ๋ยยย… อีโต๊ะจีน เมื่อไหร่มึงจะเก็บเสร็จซะทีวะ!!!

เมื่อทุกฝ่ายพร้อม จัดแจงแบ่งสมาชิกไปนั่งตามรถแต่ละคันได้แล้ว รถที่พร้อมก็เริ่มไปตั้งขบวน เดี๊ยนรีบไปบอก สมาชิกของรถที่จะไปจ.ตรัง ว่าให้ไปตั้งขบวนได้แล้ว เท่านั้นละค่ะ เดี๊ยนได้ยินเสียง(ภาษาถิ่น) มาว่า
“เร็วๆขึ้นรถ เร็ว เดี๋ยวก็ได้ไปอยู่เป็นคันสุดท้ายหรอก” และภาพตรงหน้าเดี๊ยนก็คือ คุณป้าๆทั้งหลายรีบดันตูดเข้ารถตู้กันใหญ่เลย

เดี๊ยนอยากจะขำก็ไม่กล้า กลัวโดนถีบ!

เกือบ 4 ทุ่ม ขบวนรถก็มาจอดเรียงหนึ่งกันอย่างสงบบนถนนหน้าโรงเรียนยาวไปถึงหน้าตลาด


เมืองสายบุรีเงียบกริบ บ้านต่างๆปิดประตูเงียบ มีร้านขายของชำร่นเดียวที่ยังเปิดอยู่
รถ191 วิ่ง เลนขวาไปเพื่อไปอยู่หน้าขบวน
เดี๊ยนเข้าไปนั่งในรถคุณพี่แมวอย่างสงบ ทั้งๆที่อยากจะออกไปช่วยดูความเรียบร้อยตามนิสัยความเสือกของเดี๊ยนใจจะขาด แต่นี่มันคงเกินความสามารถของเดี๊ยนแล้วในสถานการณ์อย่างนี้

ถึงแม้เดี๊ยนจะเคยกล้าหาญเอาไมค์ของท่านนายกฯทักกี้ไปแอบในงานปีใหม่ข้ามโลกมาแล้ว แต่งานนี้เดี๊ยนจบหน้าที่แค่นี้ดีกว่า คุณพ่อแม่เจ้าสาว เดินจูงมือกันออกมาโบกมือ บ๊ายบายให้กับขบวนรถ เป็นภาพที่น่าประทับใจ บนใจที่เต้นโครมครามเป็นอย่างยิ่ง

ขบวนรถเกือบ10คัน วิ่งตามกันมา ออกจากเมืองสายบุรี

แต่…คุณทั้งหลาย ..อีรถโต๊ะจีนค่ะ มันวิ่งแซงเลนขวาปรู๊ดไปอยู่หน้าสุด หลังรถตำรวจเลยค่ะ แหม…ดู๊..ดู มันทำ

รถวิ่งตามกันออกมาอย่างเป็นระเบียบ ในรถคันเรากลบความหวาดกลัวด้วยการร่วมร้องเพลงใน
อัลบั้มแฟนฉันกับน้องพิม

รถออกจากเมืองสายบุรีมาได้ไม่นาน ผ่านถนนที่สองข้างทางเป็นป่าด้วยความระทึกใจ เมื่อเข้าสู่ถนนใหญ่ได้ไม่นาน ท่านผู้ชมคะ รถตำรวจ191 ที่นำหน้า ได้ชะลอความเร็วซะงั้น เอ๊ะ..รึว่า..

..ใช่แล้วค่ะ รถตำรวจมาส่งเราแค่ตลาดปาลัส โอ้..แม่เจ้า มาส่งแค่นี้เนี่ยนะ ยังเหลือระยะทางอีกตั้งไกลกว่าจะถึงเมืองตานี เท่านั้นแหล่ะค่ะ พอไม่มีรถนำขบวนแล้ว รถทุกคันต่างห้อตะบึงเหยียบแซงกัน วินาทีนี้คงไม่มีใครอยากจะรั้งท้ายแน่ๆ
แล้วเราก็มาถึงปัตตาเวียอย่างปลอดภัย ตั้งวงอีกแล้วค่ะ เพื่อปลอบใจจากความเหนื่อยและความระทึกขวัญตลอดทั้งวันนี้ และคืนนั้นวงเหล้าก็ได้ต้อนรับบุรุษในเครื่องแบบผู้นั้น ที่มาพร้อมฉายาใหม่ว่าตุ๊ด..(เพราะไม่กล้าไปร่วมงานที่สายบุรี)

คืนนั้นเดี๊ยนสลบไสล ไปตอนกี่ยามก็ไม่ทราบ จำได้ว่า ตอนเช้าเปิดประตูเข้าไปในห้องหอน้องมดที่ยกห้องให้บรรดาชายโฉดทั้งหลาย ก็ต้องตะลึงกับกลิ่นยังกะไหของดองแตก

คุณโจรกับคุณไก่นั้นเดินทางกลับไปเสียแล้ว เพราะต้องไปร่วมงานแต่งงานไฮโซอีกงานหนึ่งที่กทม. กำหนดการในวันนี้ คือ เราจะเดินทางไปยังจังหวัดสงขลา เพื่อร่วมงานแต่งของบ่าวสาวคู่เดิม ครอบครัวคุณตำรวจรับอาสาไปรับคุณติ๊ก คุณเอ๋ คุณอูฐ และคุณเอ็กซ์ที่สนามบินหาดใหญ่

ที่จังหวัดสงขลา

เดี๊ยนกับคุณมดและคุณน้องตา ไปนวดแผนโบราณกันที่โรงบาลสงขลา แต่แล้วเดี๊ยนก็ได้ความรู้ใหม่ว่า คุณน้องมดซึ่งตั้งครรภ์นั้น ไม่สามารถนวดได้ แม้แต่นวดเท้า เพราะอาจเป็นอันตรายได้
หลังจากโดนนวดยาหม่องวูบวาบไปทั้งตัว เดี๊ยนรีบจับมอไซค์ ไปยังร้านเสริมสวยที่คุณเจ้าสาวอยู่ทันที

โอ้…ไม่ ภาพที่เดี๊ยนเห็น คือคุณเจ้าสาวที่ได้กำชับให้แต่งหน้าแบบอ่อนใสตามคอนเซ็ป ถูกแต่งแต้มด้วยขนตาปลอมราวกับนางโชว์กระเทยก็ไม่ปาน เดี๊ยนชักเห็นเค้าความหายนะแล้ว คุณแต๋ซึ่งเพิ่งส่องกระจกเห็นตัวเอง เริ่มหน้างอด้วยความไม่พอใจ เดี๊ยนจึงต้องต่อสู้กับกระเทยทั้งหลาย แก้ไขไปหลายรอบ จึงได้มาในแบบใกล้เคียงกับที่ต้องการในเวลาเกือบจะ 6โมงเย็น

บรรยากาศงานเลี้ยงริมสระว่ายน้ำของโรงแรม เป็นไปแบบสบายๆ เมื่อเจ้าบ่าวสามารถเป็นพิธีกรได้เอง (หลายคนอาจจะตกใจ แต่ขอบอกว่าคุณเป้งนั้น เค้าเป็นพิธีกรงานที่บริษัทอยู่บ่อยๆเชียวนะคะ) คืนนั้นเราได้เจอเพื่อนๆเก่าสมัยมัธยมอีกหลายคน เช่นหมอแอ๊ะ สูตินารีแพทย์ ซึ่งเกือบถูกคุณติ๊กบังคับให้ตรวจภายในตรงนั้น

คุณเป้า คุณพยาบาลตู่ที่มาพร้อมสามีและลูกสาวที่น่ารัก คุณพี่ยศและครอบครัว นอกนั้นก็เป็นชาวออฟฟิศเจ้าบ่าว ซึ่งล้วนเป็นชายหนุ่มกลัดมันทั้งโสดและไม่โสด

ซึ่งคอยจับจ้องพวกเราสาวๆตลอดเวลา

หลังจบงานเลี้ยง เราต่างเกิดความรู้สึกเดียวกันว่า หิวมากกกกก จึงได้ไปดื่มกันต่อที่ร้านล้านลาบ ตอนไปถึงนั้นครัวเค้าปิดแล้ว แต่เดี๊ยนใช้ความตอแหลไปสั่งอาหารได้มาเต็มโต๊ะ ยัดกันเข้าไปจนเหล้าแทบไม่ได้กิน

และแล้ววงไพ่งานแต่งก็กลับมาอีกครั้ง (ปกติเค้ามีแต่วงไพ่งานศพใช่มั๊ยวะ) คราวนี้หรูมากเพราะเล่นกันในห้องสวีทของโรงแรมใหม่เอี่ยมริมหาดสมิหลาเชียว คืนนี้คุณปุ๊กกี้ซึ่งสดชื่นจากการไปทำรีบอนดิ้ง และพักผ่อนเต็มที่มากๆ ออกอาการดี๊ด๊าเหมือนเดิม

วงไพ่คราวนี้ไม่มีการแทงบาท2บาทแล้ว เพราะแว่วๆว่ามีหลายคนหมายมั่นปั้นมือ จะหาเงินเป็นค่าตั๋วเครื่องบินซะงั้น วงไพ่เลิกไปเกือบตี3 เนื่องจากบุรุษคอมมอนเรลผู้นั้น(อีกแล้ว)ปล่อยแบงค์ร้อยผีสิง เข้ามาในวง ทำให้ผู้ได้ได้ครอบครองต้องซวยเสียค่าเด้งกันไป

ตอนเช้าหลายคนเริ่มปฎิบัติภารกิจตามอัธยาศัย (ช้อปปิ้ง) และเดี๊ยนก็วุ่นวายทำโน่นทำนี่ จนรู้สึกตัวอีกครั้ง เมื่อพบว่าตัวเองกำลังวิ่งข้ามถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ ทางแยกเข้าสนามบินหาดใหญ่ เพื่อมาขึ้นรถที่คุณเป้งติดเครื่องรออยู่อีกฝั่งในเวลา 17.48 เพื่อไปขึ้นไฟล์ 18.00 ให้ทัน(หลังจากที่ให้คุณแต๋ ไปเช็คอินและโหลดกระเป๋าเดี๊ยนเข้าเครื่องไปแล้ว)

โชคดีเป็นของเดี๊ยน(อีแล้น)เพราะไม่ต้องวิ่งตับแล่บไปเข้าgate เหมือนหลายๆครั้งในชีวิต

เนื่องจากไฟล์นั้นมีบรรดาท่านรัฐมนตรีเดินทางด้วย จึงล่าช้าจากกำหนดไปเล็กน้อย เดี๊ยนหลับยาวจนถึงบางกอก และพบว่าตัวเองต้องกลับมานอนกลางวัน เป็นเวลา 2-3 ชม.ต่อวัน ร่างกายจึงจะฟื้นคืนสภาพ และไปแร่ดได้เหมือนเดิม

****เรื่องราวที่ถูกบันทึกนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งยังมีอีกหลายส่วนที่มิอาจเปิดเผยได้ แต่จะเผยแพร่ในทางลับ (เม้าท์ตัวต่อตัว)
****ชื่อทั้งหลายที่เกิดขึ้นในเรื่องนี้ เป็นชื่อสมมติ หากไปพ้องกับท่านใดเข้า ก็ต้องขออภัย
****การนำเรื่องบันทึกนี้นี้ไปเผยแพร่สู่ผู้อื่น เป็นสิ่งที่พึงกระทำได้ แต่ควรพิจารณา เนื่องจากมีคำไม่แหมาะสมเช่น มึง / กู / etc.
****ต้องขออภัยหากมิได้เอ่ยชื่อ เพื่อนบางคน เพราะสติสัมปชัญญะ ของเดี๊ยนในบางช่วงอาจเลอะเลือนและ error / แฮ้งค์กระเทย /แฮ้งค์ยาหม่อง

****นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า คนจะแต่งงาน บางครั้งมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ขอให้ผู้ที่กำลังจะแต่งงานได้โปรดพิจารณา

****สุดท้ายนี้ เดี๊ยนขออุทิศเรื่องราวในบันทึกนี้ ให้กับคุณบิ๊ก ซึ่งไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน แม้จะได้เจอเพื่อนๆนานๆครั้ง แต่คุณบิ๊ก ก็ยังคง..เอี้ยย เหมือนเดิม เสมอต้นเสมอปลาย

ปล. งานเขียนชิ้นนี้ จนถึงบรรทัดด้านบน เขียนขึ้นหลังจากงานนั้น 1 สัปดาห์ และการนำมาเผยแพร่นี้
ได้ตัดทอนคำที่ไม่แหมาะสมออกไปบ้าง เพื่อการสื่อสารในวงกว้าง ขอบคุณที่ติดตาม

วันศุกร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2550

คู่รักกลางสมรภูมิรบ #2

หลังจากดูดหัวปลาทูจานที่6ไปแล้ว

จึงได้ข้อสรุปดังนี้
-มีคนที่ไปคืนวันที่19และจะเข้าปัตตานีเลย
-มีคนไปคืนวันที่19 แต่จะไปนอนสงขลา
-มีคนไปคืนวันที่19 ไปนอนสงขลา และตามไปเช้าวันที่20 แล้วกลับเที่ยง
-มีคนไปงานวันที่21 อย่างเดียว
-มีคนไปคืนวันที่18 และจะไปงานที่สงขลาอย่างเดียว
-มีคนไปถึงวันที่ 20 และจะไปทุกงาน แต่ไม่บอกว่าจะไปยังไง
-และมีบางคนที่ยังไม่แน่ใจอะไรซักอย่าง

เดี๊ยนเข้าใจแล้น ว่าทำไมคุณเจ้าบ่าวถึงทำโพยไม่ได้ซะที และในการเจรจาคืนนั้น ยังได้ข้อสรุปมาอีกข้อ ว่าใครใคร่ไปหรือไม่ไปก็ได้ จะไม่มีการว่ากล่าว ไซโค ใดๆกันอีก เพราะทางฝ่ายเจ้าถิ่นจะได้ตระเตรียมรถรามารับได้ถูกจำนวนคนซะที แล้วการเจรจาก็สิ้นสุดในเวลาเกือบเที่ยงคืน หลังจากที่เกย์เฒ่าแย่งชิงไอติมกะทิในลูกมะพร้าว จากตำรวจจอมงกมาได้

เล่ามาตั้งนานยังไม่ถึงงานแต่งเลย เอาล่ะค่ะ และแล้ววันดีเดย์ก็มาถึงจนได้ เดี๊ยนได้รับมอบหมายให้นำตั๋วเครื่องบิน ของชาวคณะทั้ง4ไปเช็คอินที่ดอนเมือง เนื่องจากเป็นช่วงที่เดี๊ยนปลอดภาระการงานจึงควรที่จะรีบไปเช็คอินได้แต่เนิ่นๆ

แต่ท่านทั้งหลายคะ…มิทราบเกิดจากเหตุใด เดี๊ยนซึ่งเตรียมการจัดข้าวของ รีบหนีจากประชุมตั้งแต่บ่าย3 ก็เกิดอาการชะล่าใจขึ้นมากะทันหัน กว่าจะเสด็จออกจากบ้านได้ก็5โมงกว่า ซึ่งคุณไก่นั้นได้เดินทางไปถึงสนามบินแห่งชาติซะแล้ว เมื่อไปถึงได้พบกับคุณเอ๋และคุณไก่ จึงได้มอบตั๋วให้ไปจัดการซะเลย

ส่วนเดี๊ยนนั้น…ฮ่าๆๆๆไปนั่งสวีตกับสารถีที่หลงกลมาส่งซะงั้น โถ..ก็เดี๊ยนต้องหอบหิ้วข้าวของสัมภาระงานแต่งไปตั้งเยอะ ถ้าต้องไปคนเดียวคงไม่เหมาะหรอก แต่ไม่เป็นไร เพราะคุณนายปุ๊กกี้ก็เพิ่งมาถึงแถมยังต้องไปสวีตกับเพื่อนชาวคอตโต้ที่มาส่งเหมือนกัน

ที่สนามบินเดี๊ยนได้รับทราบข่าวระทึกใจเล็กๆว่าคุณโจได้ร่วมเดินทางไฟล์เดียวกับเราด้วย แต่ด้วยบุคลิกและหนวดเครารุงรัง ประกอบกับสัญญาณตรวจอาวุธได้ดังขึ้น จึงทำให้บุรุษหน้าโจรอย่างคุณโจ ต้องนำอาวุธร้ายแรง (คัตเตอร์อันกะจิ๊ด)ไปฝากไว้ต่างหาก

และได้ทราบข่าวอีกว่าบุรุษนิรนามอีกท่านที่มิยอมเปิดเผยรูปแบบการเดินทางนั้น ได้กำลังเข้าสู่จ.เพชรบุรี โดย รถ..ทัวร์ คุณเอ๋จึงไม่รีรอที่จะโทรไปถากถางทันที
ก่อนที่เราจะเดินทางเหินฟ้านั้น รถบัสที่พาพวกเราไปยังเครื่องบิน ก็ผ่านเครื่องบินแอร์เอเซียที่กำลังซ่อมปีกอยู่ตรงรันเวย์ พวกเราต่างอดคิดไม่ได้ว่าอาจจะเป็นไฟล์ของ3หนุ่ม เจี๊ยบ ตี๋ ปั๊ม ที่มีกำหนดการไปก่อนหน้าเราเพียงเล็กน้อย นังเอ๋จึงรีบโทรเข้าเครื่องเกย์เฒ่า แต่หาได้มีสัญญาณตอบรับไม่ สรุปว่าน่าจะอยู่บนเครื่องลำนันแหล่ะ

เมื่อเราไปถึงสนามบินหาดใหญ่ คุณมด คุณพี่ถองและคุณพี่เกี๊ยก รวมทั้งเพื่อนคุณเจ้าบ่าว(ที่มารับคณะสงขลา) ได้เฝ้ารออยู่แล้ว เราได้พบกับ3หนุ่มแอร์เอเชีย ที่กำลังหิวซกและสวาปามเครื่องดื่มอยู่ที่สนามบินหาดใหญ่ เดชะบุญที่เราได้เก็บอาหาร ไว้ให้ 3 หนุ่มแอร์เอเชีย ที่คุณไก่บอกว่ายัดเข้าไปไม่ไหวแล้ว (เนื่องจากรอเดี๊ยนนาน จึงโซ้ยข้าวหน้าเมีย ฆ่าเวลาไปที่สนามบินดอนเมือง)

หลังจากจัดการแบ่งฝ่ายขึ้นรถตามเป้าหมายปลายทาง คณะเราจึงได้มุ่งสู่จ.ปัตตานี (เดี๊ยนแอบส่งคุณไก่ไปนั่งรถพี่เกี๊ยก เพราะรำคาญค่ะ รู้สึกพ่อคุณจะเริงร่าเม้าท์แตกตั้งกะที่สนามบินแล้ว) เรามาถึงปัตตาเวียเกือบ5ทุ่มโดยสวัสดิภาพ พร้อมกับอาหารและกับแกล้มมากมายที่ร้านปัตตาเวียจัดแจงไว้ให้

และคืนนั้นวงสุรา เวลคัมดริ๊งก็สิ้นสุดเกือบตี3

รุ่งเช้าเดี๊ยนและคุณไก่กะคุณโจร เอ๊ยคุณโจ ตั้งใจว่าจะเดินทางไปบ้านงานก่อนโดยรถคุณเกี๊ยก เพื่อนำแก้วแหวนเงินทองไปประกอบพิธี ระหว่างที่รอคุณเกี๊ยกกลับบ้านไปขี้(เพราะมาแล้วตอน7โมง แต่เวลานัดคือ7.30เราจึงยังไม่เสร็จกิจ) บุรุษผู้นั้นค่ะท่านผู้ชม…เค้ามาพร้อมกับโตโยต้าคอมมอนเรล ใช่แล้วค่ะบุรุษผู้มากับรถทัวร์เมื่อวาน เค้ามาถึงแล้ว เดี๊ยนกลัวว่าจะไม่ทันเวลา จึงขอคุณมดเดินทางไปกับหนุ่มคอมมอนเรลก่อน

รถเข้าสู่ตัวเมืองสายบุรี ดูจากสภาพแวดล้อมโดยทั่วไป เป็นเมืองเก่าที่สวยงาม มีตึกรามสถาปัตยกรรมแบบเก่า ปรากฎให้เห็นอยู่ทั่วไป ดูเกือบจะเป็นเมืองปกติ ที่แสนสงบ ถ้า…หากเราไม่บังเอิญผ่านโรงพักที่ ก่อตั้งบังเกอร์ถุงทรายสูงราวกับกลัวน้ำจะท่วมใหญ่ ฮ่าๆๆๆ พวกเราแอบเม้าท์ ทั้งที่ในใจก็หวาดๆอยู่ใช่น้อย (้หมือนบังเกอร์ในหนังสงครามเลย)

ถึงบ้านเจ้าสาวที่ดูเผินๆอาจไม่ทราบว่าเป็นบ้านงาน เพราะบรรยากาศเงียบสงบมาก(มีคนแอบเม้าท์ว่าน่าจะไปแบ่งเสียงเพลงตอนงานแต่งคุณไก่กะคุณเป็ดมาบ้าง) เดี๊ยนรีบรุดไปดูเจ้าสาว เพราะทราบข่าวมาก่อนหน้านี้ว่าล้มป่วยกระทันหัน อาจจะดีใจเกินเหตุที่จะมีผัว ..เอ๊ย กังวลใจกับการเตรียมงานแต่งอันยิ่งใหญ่ถึง2จังหวัด

แต่…ท่านผู้ชมขา..นังกระแต๋หาได้ทรุดโทรมอย่างที่เดี๊ยนคิดไม่ SHE ปรากฎกายในชุดเจ้าสาวแบบไทยด้วยหน้าสวยเด้ง อย่างน่าหมั่นไส้
หลังจากชื่นชม เม้าแตกได้ไม่นานขบวนเจ้าบ่าวก็มาถึง เดี๊ยนกับคุณนุดนัน ถือโอกาสกั้นประตูเจ้าสาวซะเลย (เผื่อได้ซักพัน) แต่….อีเจ้าบ่าวจอมงกคะท่าน มันให้มา200 แบบเลือดตาแทบกระเด็น เอาวะ200 ก็เอา

พิธีการดำเนินไปแบบที่รู้ๆกันอยู่ (ใครไม่รู้ไว้รอแต่งเองสิ) คุณพ่อหมอพิธี กำลังจะเชิญพระสวด แต่ทันใดนั้นเอง มีเสียงตะโกนจากในครัวมาว่า “แหวน..แหวนยังไม่ได้สวมเลย “ …เออ จริงด้วยสิ แต่คุณพ่อหมอบอกว่า ไม่เป็นไร พระมาถึงแล้ว ต้องให้พระสวดแล้ว อ้าว..ทีนี้ในครัวก็เริ่มโวยวาย “ไม่ได้..สวมเลยแหวนน่ะ สวมเลย..” เดี๊ยนซึ่งนั่งอยู่ใกล้บ่าวสาว และกำลังถูกญาติเจ้าสาวกระแทกตูดเข้ามา

จึงทนไม่ไหวประกอบกับทำใจไม่ได้ที่แหวนซึ่งเดี๊ยนต้องฝืนใจไปรับมาจากกิ๊กเก่า (ที่ทำงานบริษัทจิวเวอรี่) พร้อมทั้งหอบหิ้วขึ้นเรือบินมาและรักษาสุดชีวิต อาจจะพลาดการสวมใส่ในพิธี จึงร่วมสนับสนุนด้วยตะโกนเสียงดังกว่าญาติบ่าวสาวไปว่า

“ใส่เลย…ใส่เลย เสียบเข้าไปเลย มีกี่วงใส่ไปให้หมด “ แหม..พระท่าน ก็คงไม่ได้รีบไปไหนหรอก ช้าสัก20 วินาที คงยังสวดทันนะเดี๊ยนว่า

และด้วยอำนาจแห่งแหวน ทั้งสองจึงได้เป็นผัว-เมีย …กันซะที

หลังเสร็จพิธี คุณไก่และคุณบุรุษคอมมอนเรลมีภารกิจ จะต้องนำเงินสินสอดทั้งหมดไปแลกเป็นเช็ค เดี๊ยนและคุณนุดนัน จึงต้องเฝ้าระวัง เงินสดและทองหยองทั้งหลายอย่างใกล้ชิด (ที่จริงหน้าที่แบบนี้จะต้องเป็นของคุณเอ๋และคุณกุ๋ยนะแต่ทั้งสองนั้น มิได้มา เพราะหวั่นเกรงปัญหาไฟใต้จะลุกลามเข้าตัว)

เงินสดนั้นไปแบงค์แล้ว ส่วนทองได้ฝากน้องมดและน้องตาไว้ แต่ทั้งสองหัวใสกว่าจึงนำไปให้คุณนายจิตรแม่น้องมดเก็บไว้ ซึ่งเป็นความคิดที่แสนฉลาด เพราะ คุณนายจิตรกอดกระเป๋าแนบกายไว้เป็นอย่างดี สร้างความโล่งใจให้กับลูกๆ ได้ถ่ายรูปและเม้าท์กันอย่างสบายใจ

พิธีการในตอนเช้าเสร็จสิ้น เพื่อนๆและแขกบางส่วนทะยอยกลับ บุรุษคอมมอนเรลมีภาระกิจอีกครั้งด้วยการส่งครอบครัวเจ้าบ่าวไปพักผ่อน ที่บังกะโล ซึ่งเป็นแผนสำรองที่เราตระเตรียมไว้ในคืนนี้ เผื่อต้องนอนค้างคืนที่สายบุรี หากสถานการณ์ตอนกลางคืนไม่น่าวางใจ กว่าจะถึงงานเลี้ยงตอนเย็นมีเวลาอีก3-4 ชม.

ท่านที่ไม่ได้ไปคิดว่าพวกเราจะทำอะไรกัน….

.ติ๊กต่อก…..ถูกต้องงงงนะคร๊าบบบบ หาร้านก๊งกันรอบบ่ายไง

นัยว่าจะต้องทำการถอน..จากการดื่ม well come drink ที่ ปัตตาเวีย การสนทนาในบ่ายวันนั้นส่วนใหญ่จะเปิดทางให้กับบุรุษคอมมอลเรล ที่ยังมีพลังงานเหลือเฟือเพราะได้หลับเต็มอิ่มมาตลอดคืนในรถวี.ไอ.พี 24 ที่นั่ง ราคา 940 บาท
กินข้าว กินเหล้า นั่งคุย กินกาแฟ จนได้ที่ จึงไปบังกะโล เพื่ออาบน้ำไปงานกลางคืน เดี๊ยนนึกขึ้นมาได้ว่าควรไปดูน้องกระแต๋ ที่ร้านเสริมสวยซะหน่อย แต่เมื่อไปถึงคุณช่างโจ ก็ได้แต่งหน้าอีเจ้าสาวไปแล้วอย่างงดงาม เดี๊ยนกับน้องตาจึงนอนหลับยาว บนพื้นร้านเสริมสวยอย่างสบายใจ

คู่บ่าวสาว แต่งตัวไปถึงที่เกิดเหตุ เอ๊ย..ที่จัดงาน หอประชุมของโดรงเรียนประจำอำเภอ ในเวลา 4โมงเย็น นิดๆ

แดดยังส่องดอกไม้เหี่ยวอยู่เลย

แต่เพื่อประโยชน์ทางด้านความมั่นคง จำเป็นต้องเริ่มงานเร็วขึ้น เพื่อจะได้ไม่เลิกดึกเกินไป และชาวเราก็ตกลงที่จะเดินทางกลับปัตตาเวียในคืนนั้น ประมาณ 2ทุ่มกว่าๆ เพื่อประโยชน์ทางด้านความมั่นคงของจิตใจเราเอง

เมื่อแขกเริ่มทะยอยมา จึงได้เกิดมติขึ้นว่าจะต้องมีเด็กเดินโต๊ะเพื่อไปส่งให้แขกนั่งเต็มในทุกโต๊ะ หน้าที่นี้เหมาะสมกับบุรุษ 3ท่านเป็นอย่างยิ่งคือ เจี๊ยบ ปั๊ม และโจ (ซึ่งถอดคราบโจรออกแล้วด้วยการโกนหนวดเครา) ส่วนเดี๊ยนนั้นก็อดสาระแน ที่จะไปเช็คคิวกะคุณพิธีกรว่าช่วงไหนจะเป็นอย่างไร เพื่อประโยชน์ในการหาทางหนีทีไล่

เราได้รับทราบข่าวดีจากคุณพ่อเจ้าสาวว่าคืนนี้จะมีรถตำรวจ191 นำขบวนรถที่จะออกจากงานไปเพื่อความปลอดภัย หลังจากสำรวจแล้วว่าจะมีคณะปัตตาเวีย และลูกค้าประมาณ 4 คัน /คณะสงขลา 1 คัน / คณะคุณป้าจังหวัดตรังอีก2คัน จะออกเดินทางกลับพร้อมๆกัน ซึ่งเวลา น่าจะอยู่ที่ประมาณ 20.30 น.

***งานแต่งจะเป็นอย่างไร สถานการณ์จะเลวร้ายหรือไม่ การเดินทางในดินแดนคุกรุ่นยามวิกาล จะตื่นเต้นเพียงใด
โปรดติดตามต่อ ตอนหน้า****

วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2550

คู่รักกลางสมรภูมิรบ

หลังจากตกลงปลงใจร่วมหอลงโลง(โรง)กันได้แล้ว คู่รักของเรา (ซึ่งเดี๊ยนจะขอใช้เป็นนามสมมตินะคะ ว่าคุณคุณเป้งกะคุณแต๋) ก็ตัดสินใจจบอนาคตความโสดของตัวเองด้วยการแต่งงาน หลังจากตระเวนตรวจชะตาราศีไปทั่วแล้ว จึงได้ฤกษ์ดีประกาศเชิญชวนชาวโลก ให้มาร่วมเป็นสักขีพยาน ในวันที่20กุมภาพันธ์ 47 หลังจากข่าวนี้ได้กระจายไปถึงสมาชิกชาวอาณาจักรทั้งหลาย ต่างก็เตรียมตัว (หาเรื่องโดดงาน)เพื่อไปร่วมวงเหล้าอีกครั้งหนึ่ง (ใครจะแต่งงงแต่งงานกูไม่สน ขอให้มีวาระได้ก๊งเหล้า)

บ้างก็เตรียมเคลียร์ เรื่องค่าใช้จ่าย บ้างก็เตรียมเคลียร์กะภรรเมียที่บ้าน เพราะดิฉันได้ข่าวในทางลับมาว่า บางท่านยังเมาไม่ค่อยสะใจจากงานแต่งคุณน้องมด เมื่อช่วงปลายปี (เป็นใครนั้นกรุณาเช็คข่าววงในเอาเอง) ส่วนพวกที่ยังโสด หรือผัวทิ้งก็ต้องกัดฟันหาเงินไป ตรอมตรมไป กะชะตากรรมที่กำหนด ให้ต้องไปร่วมนั่งให้เพื่อนนับนิ้ว (ที่จำนวนน้อยลง)ของคนที่หาคู่บ่ได้

ซึ่งงานแต่งงานในครั้งนี้ จะทำการจัดขึ้นที่
20 กพ - งานเช้า ที่บ้านเจ้าสาว อำเภอสายบุรี ปัตตานี
- งานเลี้ยงตอนค่ำ ที่หอประชุมโรงเรียนสายบุรี ปัตตานี
22 กพ - งานเลี้ยงฝ่ายเจ้าบ่าว ที่ อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา

ก่อนปีใหม่เล็กน้อย มีการเช็คตารางการเดินทางในรูปแบบต่างๆ เป็นที่น่ายินดีว่ารัฐบาลนี้ได้สนับสนุนให้เกิดสายการบินราคาถูก ทำให้สมาชิกทัวร์งานแต่งบางส่วน ได้ตัดสินใจจับจองที่นั่งราคาถูกได้จากอานิสงค์อันนี้ ส่วนคนที่ยังเคลียร์งานไม่ได้ หรือว่าเคลียร์กะเมียไม่ลงตัวก็ช่างหัวมัน

แต่….ในความน่ายินดี ก็ยังมีเรื่องน่าวิตก หลังจากเข้าสู่ศักราชใหม่ ปี 2547 ได้ไม่กี่วัน
สถานการณ์ทางภาคใต้ชักจะส่อเค้าความรุนแรงมากขึ้น ช่วงนั้นเองที่หลายคนใจจดจ่อกับการติดตามข่าวสารอย่างต่อเนื่อง (ทั้งที่ก่อนหน้านั้น ดูแต่ละคร กะซีดีโป๊) เดี๊ยนจะขอยกตัวอย่าง เพื่อประกอบเหตุการณ์ช่วงนั้น…

-นี่เธอ เค้าว่ายะลา ปัตตานี มีคนตายทุกวันเลย
-เค้าบอกว่าสถานการณ์ควบคุมไม่ได้แล้วนะ

-ฉันจะไปงานแต่งงานเพื่อนที่สายบุรีล่ะ /-เหรอ..กลับวันไหนล่ะ กลับอาทิตย์หน้า หรือกลับชาติหน้า

-งานแต่งอยู่ที่ปัตตานี อ.สายบุรี จัดตอนค่ำ อาจไม่น่ากลัวเพราะพ่อเจ้าสาวเป็นตำรวจ ตำรวจคงมาเยอะ / เหรอ.
…กูว่าน่ากลัวตรงที่ตำรวจมาเยอะนั่นแหล่ะ

-ปุ้มอยากไปจังเลย แต่ถ้าบอกพ่อ พ่อคงไม่ให้ไป เอางี้ปุ้มจะบอกพ่อว่างานยุ่งมาก ต้องนอนออฟฟิศ ซัก2-3วัน

นี่แค่ยกตัวอย่างนะฮ่ะ แต่เดี๊ยนรู้ว่าหลายท่านอาจจะเจอประโยคเด็ดๆกว่านี้ด้วยตัวเอง เมื่อเหตุการณ์(เม้าท์)ชักจะบานปลาย ประกอบกับเวลาใกล้วันงานเข้ามาทุกขณะ เสียงโทรศัพท์มือถือของหลายๆคน ดังตลอดทั้งวัน เพราะผลจากการล๊อบบี้ค่ะ…

ท่านผู้ชมคะ... เกิดการล๊อบบี้ขึ้นค่ะ แบ่งเป็นหลายสายอย่างชัดเจน (และไม่ชัดเจน)

เดี๊ยนได้มีโอกาสเห็น โพยการเดินทางมาถึงของท่านต่างๆ ที่คุณเจ้าบ่าวได้อุตส่าห์ทำขึ้นมา แต่ขอบอกค่ะ ....ว่าโคตรงงเลย มีการโยงไป-มา ขีดฆ่าดำๆด่าง (ถ้ายังไม่ทิ้ง น่าจะมาสแกนส่งให้เพื่อนดูนะคะ)

และเมื่อสถานการณ์การล๊อบบี้ ชักจะรุนแรงพอๆกะสถานการณ์ ไฟใต้ จึงเกิดการเรียกประชุมบรรดา
ล๊อบบี้ยิสต์ขึ้นในค่ำคืน อันแสนโรแมนติกของวันวาเลนไทน์ ที่ร้านปลาทูเซ็ค


>>>>>เหตุการณ์จะเป็นอย่างไรต่อ โปรดติดตามตอนต่อไป<<<<<<<

เอาล่ะๆ ได้เวลา เปิด blog แล้ว

หลังจากผ่านช่วงเวลาทดสอบ 2 วัน ในการลองปล่อย 2 งานเขียน (เก่าเก็บ เข้ากรุ)
พร้อมๆกับ การลืม password หาทางเข้า blog ของตัวเองไม่ได้ ทำเอาเหวอไปอีก 1 วันเต็มๆ

ก็สงบสติ แล้วถอดรหัส e-mail จากที่ทาง blogger ส่งมากู้ password (แต่ตัวอักษรเป็นภาษาต่างดาว)
จนสำเร็จได้ในที่สุด

เลยถือโอกาสนี้ เป็นวาระอันดี ที่จะได้ตัดริบบิ้น เปิด blog เป็นของตัวเองซะที

>>>>>>แต่น ตะแล้นนน<<<<<<<

(มีคนมาร่วมงานกันเพียบเลย)

เลยจะชี้แจงแถลงการณ์ ว่าเดี๊ยน (annja เจ้าของ blog)
จะนำเรื่องราวบีองๆ ไร้สาระบ้าง มีสาระบ้าง
มาใส่ไว้ในนี้

ช่วงนี้ในระหว่างทดสอบ
เดี๊ยนจะนำงานเก่าๆ ที่เขียนไว้ให้เพื่อนๆ อ่านแบบสมัยส่งไปตามอีเมล์(โบราณมาก)
มาลงไว้ก่อน

ระหว่างที่เดี๊ยนกำลังซุ่มสร้างงานชิ้นใหม่เอี่ยม

ขอขอบพระคุณทุกท่านที่หลงทางเข้ามา
กราบขอความคิดเห็นบ้างสักเล็กน้อย
จักเป็นพระคุณอย่างยิ่ง

ปล. งานเขียนใน blog myannja เป็นงานที่เขียนโดยเจ้าของเอง และไม่เคยตีพิมพ์ทางการค้าที่ใดมาก่อน
ขอสงวนลิขสิทธิ์ ตามที่กฎหมายได้กำหนดไว้ทุกประการ
(ขอแอบซีเรียส นิดนึงค่ะ)

วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2550

กล่องใส่อดีต

วันนี้ รื้อกล่องใส่เสื้อผ้าออกมาจัดเก็บ
พบเรื่องราวร่องรอยผ่านตะเข็บวันเวลา


ทะลักทะล้นมากับผ้ากองพะเนิน
ได้แก่ เสื้อ กางเกง นานา
กระโปรง ถุงผ้า พันคอปลอกหมอนและ ผ้าเช็ดตัว

เสื้อสวยถูกหมกย่นยับอยู่ใต้ก้น
สวมเมื่อไหร่สะดุดตาคน
ใส่ไปไหนใครก็ชมว่างาม

เสื้อลายขวางสีสดใส
ขับผิวผ่องส่องไสว
ยามสะท้อนเว้าวอนต้องแสงเทียน

สีเรียบอย่างโทนน้ำตาล
สวมใส่เจรจาการงาน
ดูคล้ายกลายเป็นคนเรียบร้อยน่ามอง

ผ้าพันคอสีฟ้า ราคากัดฟัน
ลองคล้องมองกระจกซ้ายขวาหัน
ทำให้หน้าดูโดดเด่นงดงาม

ผ้าปูที่นอนผืนเก่าคร่ำคร่า
ผ่านการขยี้ขยำของวันเวลา
ยังใช้ปูนอนนุ่มเนียนสบาย

เสื้อหลายตัวถูกซื้อหา
เพียงเพื่อรอเวลา
คิดว่า แฟชั่นคงกลับมา อีกไม่นาน

ตัวนี้มองกระจกที่บ้าน ทำไมใส่แล้วดูชรา
ไม่เป็นไร รออีกไม่กี่ปีข้างหน้า
ถึงวัยอายุมากกว่า คงได้มีโอกาสใช้มัน

ตัวนั้นภูมิฐาน น่านับถือ
เอาล่ะเก็บไว้ก็แล้วกัน
ค่อยใส่ไปวัน ติดต่อราชการธุรกิจเหมาะดี

ตัวนี้เคยใส่แล้วไม่มีราศี
จะทิ้งก็ไม่ดี
ราคาหฤโหดเสียดาย

กางเกงเก่าขาดเป้า ขาเปื่อย
ใส่นอนแสนสบาย นึกถึงยามคืนอากาศแปรปรวน
จะร้อนก็ไม่ใช่ จะหนาวก็ไม่เชิง

ชุดออกกำลังกายครบครัน
มองแล้วนึกถึงความหลัง
เราเองก็เคยมุ่งมั่น น่าใจหาย

เสื้อแจกเสื้อแถมมากมาย
จะใส่เนื้อผ้าก็ไม่สบาย
อันนี้ตัดใจได้ง่าย เก็บรวมกองทิ้งได้ทันที

นั่งรื้อผ้า ในกล่อง รื้อไปเหมือนชีวิตถูกเฉลย
อดีตผุดดุจนาฬิกาที่ผ่านเลย
เคยคิดเคยทำอะไรไว้นี่กู


เสื้อผ้าทำหน้าที่ของมัน
รับใช้เราผ่านคืนวัน
สัญญาจะได้กลับมาสวมใส่อีกที

( 12 ส.ค.49 )

ปากตลาด

ตลาด สถานที่ ที่คนชอบก็ชอบ คนไม่ชอบก็จะไม่ชอบ (เออสิ) บางคนก็ชอบมาก คงเพราะ เป็นที่รวมสารพัดความหลากหลายทั้งของกินของใช้ ของสดของแห้ง ของเน่ายังมีเลย หรือใครจะ เถียงเดี๊ยน อย่างปลาเค็ม ปลาร้า หอยดอง บูดู เน่ารึปล่าวล่ะ ไอ้เจ้าพวกนี้แหล่ะที่ว่ากันว่า รสชาติ โอชะนักหนา (สำหรับเดี๊ยนลิ้มรสแค่ปลาเค็มเท่านั้น ที่เหลือขอผ่านฮ่ะ)
ตลาดแต่ละประเภท มีสีสันเอกลักษณ์เฉพาะตัวแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็น ตลาดสด ตลาดนัด ตลาดเช้า ตลาดน้ำ ตลาดบก ตลาดโต้รุ่ง หรือกระทั่งตลาดมืด เป็นอันรู้กันในหมู่ผู้บริโภคว่า แต่ละตลาดนั้น รับใช้ความต้องการของผู้คนต่างไปอย่างไรบ้าง มันเป็นการเรียนรู้อัตโนมัติ ทะลุเข้าประสบการณ์ เลี้ยวผ่านค่านิยม และวิถีของแต่ละชุมชน รู้ตัวอีกที ตลาดก็มาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ซะแว้ววว

อย่างตื่นเช้ามา อยากหาของกินแบบไม่ต้องทำ Ready to eat ต้องตลาดเช้าเลย มีทั้ง โจ๊ก ข้าวต้ม ก๋วยเตี๋ยว ข้าวมันไก่ หมูปิ้ง ปาท่องโก๋ น้ำเต้าหู้ อันนี้ถือว่าเบสิกของตลาดเช้าทั่วๆไป พบเห็นได้ทั่วสยามประเทศ ตามด้วยของหวานแบบกินง่ายๆ ข้าวเหนียวสารพัดหน้า ขนมตาล ขนมกล้วย ขนมชั้น ขนมเธอ หรือขนมไทยประเภททองๆทั้งหลาย (ซึ่งมักมีขาย เพื่อซื้อหาไปไหว้พระ ไหว้เจ้า ในตอนเช้าๆ และตกถึงท้องเราในตอนสายๆ )
อาหารและขนม เหล่านี้จะกินที่ร้าน หรือซื้อไปกินที่บ้านก็สะดวกนักแล อิ่มแล้วเดินเข้าตลาดสดใกล้ๆ ไปหาซื้อเนื้อสัตว์ ผักสด กลับไปปรุงเป็นมื้อเที่ยง มื้อค่ำได้ทันที ไม่ต้องคิดมาก
สมัยนี้ตลาดเช้าแบบนี้ อาจไม่ได้ไปรวมกับตลาดชุมชน ตลาดเทศบาลที่เป็นตลาดสดแล้ว แต่อาจไปสุมหัวรวมมิตรกันอยู่ตามข้างทาง ถ้าเป็นในย่านชุมชนเมือง จำเป็นต้องมีร้านแซนวิช สลัด ผลไม้สด สำหรับสาวๆออฟฟิศที่รักสุขภาพ แต่เวลามีน้อยซะเหลือเกิน

จากตลาดเช้า มาถึงตลาดเอนกประสงค์ หรือเรียกว่ามีผู้ประสงค์จะซื้อ และผู้ประสงค์ จะขาย (ส่วนเอนกเป็นใครไม่รู้ ช่างมัน)
ไม่ว่าจะเป็นชุมชนอยู่ห่างไกลอย่างในชนบท หรือในเมืองหาที่จอดรถยากเย็น จะเดินทาง โดยรถประจำทางก็ลำบากยากเข็นในการขนข้าวของกลับ แค่คิดจะไปตลาดเช้า หรือตลาดสด ก็เหนียวแล้ว (เหนียวไรฟะ)

แต่ไม่ต้องกังวลเพราะจะมีบริการตลาดเอนกประสงค์เช่นนี้ บ้างก็มีช่วงเช้า แต่ถ้ามี ช่วงบ่าย หรือตอนเย็นๆ มักจะอยู่ในรูปแบบของตลาดนัด ไปก่อตัวอยู่ใกล้ๆบ้านคุณ เรียกกันเป็นรายสะดวก แถวไหนมีคนเยอะ ประชากรกระจุกตัวหนาแน่น รับรองคุณไม่มีอดตาย ถ้าไปอยู่บ้าน กลางทุ่ง ยอดดอย ในมหาสมุทร ก็ตัวใครตัวมัน (แต่ไม่แน่นะ รถกับข้าวววว กับข้าว อาจตามไปถึง เอื๊อกๆ)

ว่ากันถึงตลาดนัดตอนช่วงเย็นๆดีกว่า (เพราะความชอบเป็นการส่วนตัวของเดี๊ยน) พ่อค้า แม่ขายประดามี ที่ติดตามเรามาเปิดเพิง เปิดแผง เปิดโต๊ะ เปิดผ้า(ปูพื้น) จะทยอยเริ่มตั้งร้านค้า ตั้งแต่ช่วงบ่ายๆ พอแดดร่มลมตก ก็เชิญมาจับจ่ายได้ตามอัธยาศัย ในตรอกซอกซอยแค่ไหน ก็ไม่หวั่น โดยจะมารวมตัวกันสัปดาห์ละ 1 วัน หรือ 2 วัน หรือวันเว้นวัน (ถี่ไปรึเปล่าวะ) ก็คงแล้วแต่อุปสงค์และอุปทานของผู้ซื้อและผู้ขาย

สินค้าที่ขายกันโดยไม่ต้องทำรีเสริช หรือผ่านการเรียนมาร์เก็ตติ้ง MBA จากสถาบันใดๆ เพราะเห็นๆมีอยู่ทั่วไปคำนึงถึงความนิยมของผู้ซื้อเป็นหลัก ก็ขายกันตั้งแต่ของกิน เช่นแกงถุง สารพัดอย่าง หมูทอด ไก่ย่าง น้ำพริก ผักสด จนถึงข้าวของเครื่องใช้ กาละมัง ถังน้ำ ไม้หนีบ เสื้อผ้า ชุดชั้นใน บางตลาดครบวงจร พร้อมสรรพกระทั่งอะไหล่มือถือและบัตรเติมเงิน

ทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด ตลาดนัดแบบนี้ได้รับความนิยมเพราะนำเสนอสิ่งของที่ จำเป็นในชีวิตประจำวัน (หรือใครจะเถียงเดี๊ยน ว่าสาวโรงงานและชาวเขาไม่ใช้โทรศัพท์มือถือ) ถ้าเป็นย่านโรงงานหรืออพาร์ทเม้นท์ สินค้าที่ได้รับความนิยมเห็นจะเป็นกับข้าวกับปลา ผักสด ที่วางเป็นจานๆกองๆ 5 บาท 10 บาท ช่างเหมาะสมแก่ความต้องการในชีวิตมั่กๆ ก็ใครจะไปอยากซื้อแตงกวาหรือมะเขือเทศเป็นกิโลๆ เอาแค่พอกินมื้อสองมื้อก็โอเคแล้ว ยิ่งตอน ใกล้ตลาดวาย เซลล์แหลก 3 กอง 5 บาทเนี่ย
เป็นความสุขของเดี๊ยนมากๆ

เชอะ จะเล่าให้ฟังก็ได้ว่า สมัยยังสร้างเนื้อสร้างตัว เดี๊ยนก็อาศัยตลาดนัดท้ายซอย ลาดพร้าว 87 นี่ล่ะ ดำรงชีวิต แตงกวา หอมใหญ่ ดอกกะหล่ำ 3 กอง 5 บาท ผัดกับไข่ไก่ ฟองละ 3 บาท ประทังชีวิตสวยๆของเดี๊ยนได้ตั้ง 2 -3 มื้อ

พอลืมตาอ้าปากขึ้นมาได้ เดี๊ยนถึงได้มีโอกาสไปเฉิดฉายที่ตลาดโต้รุ่งกับเค้าบ้าง อันโต้รุ่งนั้น เดี๊ยนว่าเป็นชุมชนของผู้มีอันจะกินนะ อ้าว ใครจะมาเถียงเดี๊ยนอีก คิดดู ค่ำๆมืดๆ บางคนมื้อเย็นก็กินแล้ว ยังไปด้อมๆมองๆ ที่โต้รุ่งอีก ก๋วยเตี๋ยวเอย เส้นหมี่ลูกชิ้นเอย (นี่เป็นชอตบังคับของโต้รุ่ง ขาดไม่ด๊าย) ผัดไทยเอย ไหนจะข้าวต้มกุ๊ย แถมของหวาน นี่ต้องแบบเปียกๆน้ำๆ อย่างกล้วยบวดชี บัวลอย มันเชื่อม ทับทิมกรอบ (หล่อนเป็นราชินีของตลาดโต้รุ่งเชียวนะ)
คนไทยนี่เลิศประเสริฐสุดแห่งการกินจริงๆ

ถ้าในกทม. โต้รุ่งอาจมีทั้งที่เป็นสารพัดรถเข็น ติดล้อ หรือมีร้านเป็นห้องแถวคูหาติดดินมาแจมบ้างก็ไม่เป็นไร คนกทม.อาจใช้บริการฝากท้อง ที่ร้านแบบนี้ เป็นมื้อค่ำ เพราะขาดเวลา ขืนกลับบ้านไปหุงหาอีกอาจหิวตายก่อนทอดไข่เจียวเสร็จ (ก็ชีวิตมันเคียดดดดดด)

ถ้าเป็นตจว.สมัยเดี๊ยนวัยสะรุ่น ข้าวเย็นก็กินแล้ว แต่ไม่รู้ทำไม ต้องไปร่อนที่โต้รุ่งอีก ได้กินผัดไทย หรือราดหน้าเป็นของหวานอีกหน่อย (โอว…ว) ถึงจะกลับไปนอนตาหลับ อันที่จริงน่ะ ไปชมหนุ่มๆมากกว่าอ่ะ ส่วนลอดช่องหรือทับทิมกรอบนั้นถือเป็นของแถม

หนุ่มสาวตจว.นั้น อาศัยตลาดรถเข็น (โต้รุ่ง) ที่มารวมตัวกันหน้าเทศบาลบ้าง ศาลากลาง บ้าง หรือริมแม่น้ำกลางเมืองบ้าง ก็แล้วแต่สภาพภูมิประเทศของแต่ละพื้นที่ ต่อมาอีกยุค จึงเป็นทีของร้านกาแฟ น้ำชา นมสด ขนมปัง ฮอตฮิตตั้งแต่เหนือจดใต้ เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย เพราะสั่งชาดำเย็นแก้วเดียว นั่งมันตั้งแต่ทุ่มยันเที่ยงคืน พักหลังๆนี่เห็นเลิกฮิตปิดตัวไป หลายจังหวัด (ไม่บอกก็รู้ว่าเพราะเหตุใด)

โอ๊ยพูดเรื่องตลาดนี่ 5 ปี เดี๊ยนก็คงเล่าไม่จบ เดี๋ยวขอตัวไปนอน นึกถึงหนุ่มนักบาสคนนั้น ที่พบกัน ณ ร้านบัวลอยไข่หวาน เมื่อ 18 ปีก่อน ปิ้ว ปิ๊ววววว