วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2550

ปากตลาด

ตลาด สถานที่ ที่คนชอบก็ชอบ คนไม่ชอบก็จะไม่ชอบ (เออสิ) บางคนก็ชอบมาก คงเพราะ เป็นที่รวมสารพัดความหลากหลายทั้งของกินของใช้ ของสดของแห้ง ของเน่ายังมีเลย หรือใครจะ เถียงเดี๊ยน อย่างปลาเค็ม ปลาร้า หอยดอง บูดู เน่ารึปล่าวล่ะ ไอ้เจ้าพวกนี้แหล่ะที่ว่ากันว่า รสชาติ โอชะนักหนา (สำหรับเดี๊ยนลิ้มรสแค่ปลาเค็มเท่านั้น ที่เหลือขอผ่านฮ่ะ)
ตลาดแต่ละประเภท มีสีสันเอกลักษณ์เฉพาะตัวแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็น ตลาดสด ตลาดนัด ตลาดเช้า ตลาดน้ำ ตลาดบก ตลาดโต้รุ่ง หรือกระทั่งตลาดมืด เป็นอันรู้กันในหมู่ผู้บริโภคว่า แต่ละตลาดนั้น รับใช้ความต้องการของผู้คนต่างไปอย่างไรบ้าง มันเป็นการเรียนรู้อัตโนมัติ ทะลุเข้าประสบการณ์ เลี้ยวผ่านค่านิยม และวิถีของแต่ละชุมชน รู้ตัวอีกที ตลาดก็มาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ซะแว้ววว

อย่างตื่นเช้ามา อยากหาของกินแบบไม่ต้องทำ Ready to eat ต้องตลาดเช้าเลย มีทั้ง โจ๊ก ข้าวต้ม ก๋วยเตี๋ยว ข้าวมันไก่ หมูปิ้ง ปาท่องโก๋ น้ำเต้าหู้ อันนี้ถือว่าเบสิกของตลาดเช้าทั่วๆไป พบเห็นได้ทั่วสยามประเทศ ตามด้วยของหวานแบบกินง่ายๆ ข้าวเหนียวสารพัดหน้า ขนมตาล ขนมกล้วย ขนมชั้น ขนมเธอ หรือขนมไทยประเภททองๆทั้งหลาย (ซึ่งมักมีขาย เพื่อซื้อหาไปไหว้พระ ไหว้เจ้า ในตอนเช้าๆ และตกถึงท้องเราในตอนสายๆ )
อาหารและขนม เหล่านี้จะกินที่ร้าน หรือซื้อไปกินที่บ้านก็สะดวกนักแล อิ่มแล้วเดินเข้าตลาดสดใกล้ๆ ไปหาซื้อเนื้อสัตว์ ผักสด กลับไปปรุงเป็นมื้อเที่ยง มื้อค่ำได้ทันที ไม่ต้องคิดมาก
สมัยนี้ตลาดเช้าแบบนี้ อาจไม่ได้ไปรวมกับตลาดชุมชน ตลาดเทศบาลที่เป็นตลาดสดแล้ว แต่อาจไปสุมหัวรวมมิตรกันอยู่ตามข้างทาง ถ้าเป็นในย่านชุมชนเมือง จำเป็นต้องมีร้านแซนวิช สลัด ผลไม้สด สำหรับสาวๆออฟฟิศที่รักสุขภาพ แต่เวลามีน้อยซะเหลือเกิน

จากตลาดเช้า มาถึงตลาดเอนกประสงค์ หรือเรียกว่ามีผู้ประสงค์จะซื้อ และผู้ประสงค์ จะขาย (ส่วนเอนกเป็นใครไม่รู้ ช่างมัน)
ไม่ว่าจะเป็นชุมชนอยู่ห่างไกลอย่างในชนบท หรือในเมืองหาที่จอดรถยากเย็น จะเดินทาง โดยรถประจำทางก็ลำบากยากเข็นในการขนข้าวของกลับ แค่คิดจะไปตลาดเช้า หรือตลาดสด ก็เหนียวแล้ว (เหนียวไรฟะ)

แต่ไม่ต้องกังวลเพราะจะมีบริการตลาดเอนกประสงค์เช่นนี้ บ้างก็มีช่วงเช้า แต่ถ้ามี ช่วงบ่าย หรือตอนเย็นๆ มักจะอยู่ในรูปแบบของตลาดนัด ไปก่อตัวอยู่ใกล้ๆบ้านคุณ เรียกกันเป็นรายสะดวก แถวไหนมีคนเยอะ ประชากรกระจุกตัวหนาแน่น รับรองคุณไม่มีอดตาย ถ้าไปอยู่บ้าน กลางทุ่ง ยอดดอย ในมหาสมุทร ก็ตัวใครตัวมัน (แต่ไม่แน่นะ รถกับข้าวววว กับข้าว อาจตามไปถึง เอื๊อกๆ)

ว่ากันถึงตลาดนัดตอนช่วงเย็นๆดีกว่า (เพราะความชอบเป็นการส่วนตัวของเดี๊ยน) พ่อค้า แม่ขายประดามี ที่ติดตามเรามาเปิดเพิง เปิดแผง เปิดโต๊ะ เปิดผ้า(ปูพื้น) จะทยอยเริ่มตั้งร้านค้า ตั้งแต่ช่วงบ่ายๆ พอแดดร่มลมตก ก็เชิญมาจับจ่ายได้ตามอัธยาศัย ในตรอกซอกซอยแค่ไหน ก็ไม่หวั่น โดยจะมารวมตัวกันสัปดาห์ละ 1 วัน หรือ 2 วัน หรือวันเว้นวัน (ถี่ไปรึเปล่าวะ) ก็คงแล้วแต่อุปสงค์และอุปทานของผู้ซื้อและผู้ขาย

สินค้าที่ขายกันโดยไม่ต้องทำรีเสริช หรือผ่านการเรียนมาร์เก็ตติ้ง MBA จากสถาบันใดๆ เพราะเห็นๆมีอยู่ทั่วไปคำนึงถึงความนิยมของผู้ซื้อเป็นหลัก ก็ขายกันตั้งแต่ของกิน เช่นแกงถุง สารพัดอย่าง หมูทอด ไก่ย่าง น้ำพริก ผักสด จนถึงข้าวของเครื่องใช้ กาละมัง ถังน้ำ ไม้หนีบ เสื้อผ้า ชุดชั้นใน บางตลาดครบวงจร พร้อมสรรพกระทั่งอะไหล่มือถือและบัตรเติมเงิน

ทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด ตลาดนัดแบบนี้ได้รับความนิยมเพราะนำเสนอสิ่งของที่ จำเป็นในชีวิตประจำวัน (หรือใครจะเถียงเดี๊ยน ว่าสาวโรงงานและชาวเขาไม่ใช้โทรศัพท์มือถือ) ถ้าเป็นย่านโรงงานหรืออพาร์ทเม้นท์ สินค้าที่ได้รับความนิยมเห็นจะเป็นกับข้าวกับปลา ผักสด ที่วางเป็นจานๆกองๆ 5 บาท 10 บาท ช่างเหมาะสมแก่ความต้องการในชีวิตมั่กๆ ก็ใครจะไปอยากซื้อแตงกวาหรือมะเขือเทศเป็นกิโลๆ เอาแค่พอกินมื้อสองมื้อก็โอเคแล้ว ยิ่งตอน ใกล้ตลาดวาย เซลล์แหลก 3 กอง 5 บาทเนี่ย
เป็นความสุขของเดี๊ยนมากๆ

เชอะ จะเล่าให้ฟังก็ได้ว่า สมัยยังสร้างเนื้อสร้างตัว เดี๊ยนก็อาศัยตลาดนัดท้ายซอย ลาดพร้าว 87 นี่ล่ะ ดำรงชีวิต แตงกวา หอมใหญ่ ดอกกะหล่ำ 3 กอง 5 บาท ผัดกับไข่ไก่ ฟองละ 3 บาท ประทังชีวิตสวยๆของเดี๊ยนได้ตั้ง 2 -3 มื้อ

พอลืมตาอ้าปากขึ้นมาได้ เดี๊ยนถึงได้มีโอกาสไปเฉิดฉายที่ตลาดโต้รุ่งกับเค้าบ้าง อันโต้รุ่งนั้น เดี๊ยนว่าเป็นชุมชนของผู้มีอันจะกินนะ อ้าว ใครจะมาเถียงเดี๊ยนอีก คิดดู ค่ำๆมืดๆ บางคนมื้อเย็นก็กินแล้ว ยังไปด้อมๆมองๆ ที่โต้รุ่งอีก ก๋วยเตี๋ยวเอย เส้นหมี่ลูกชิ้นเอย (นี่เป็นชอตบังคับของโต้รุ่ง ขาดไม่ด๊าย) ผัดไทยเอย ไหนจะข้าวต้มกุ๊ย แถมของหวาน นี่ต้องแบบเปียกๆน้ำๆ อย่างกล้วยบวดชี บัวลอย มันเชื่อม ทับทิมกรอบ (หล่อนเป็นราชินีของตลาดโต้รุ่งเชียวนะ)
คนไทยนี่เลิศประเสริฐสุดแห่งการกินจริงๆ

ถ้าในกทม. โต้รุ่งอาจมีทั้งที่เป็นสารพัดรถเข็น ติดล้อ หรือมีร้านเป็นห้องแถวคูหาติดดินมาแจมบ้างก็ไม่เป็นไร คนกทม.อาจใช้บริการฝากท้อง ที่ร้านแบบนี้ เป็นมื้อค่ำ เพราะขาดเวลา ขืนกลับบ้านไปหุงหาอีกอาจหิวตายก่อนทอดไข่เจียวเสร็จ (ก็ชีวิตมันเคียดดดดดด)

ถ้าเป็นตจว.สมัยเดี๊ยนวัยสะรุ่น ข้าวเย็นก็กินแล้ว แต่ไม่รู้ทำไม ต้องไปร่อนที่โต้รุ่งอีก ได้กินผัดไทย หรือราดหน้าเป็นของหวานอีกหน่อย (โอว…ว) ถึงจะกลับไปนอนตาหลับ อันที่จริงน่ะ ไปชมหนุ่มๆมากกว่าอ่ะ ส่วนลอดช่องหรือทับทิมกรอบนั้นถือเป็นของแถม

หนุ่มสาวตจว.นั้น อาศัยตลาดรถเข็น (โต้รุ่ง) ที่มารวมตัวกันหน้าเทศบาลบ้าง ศาลากลาง บ้าง หรือริมแม่น้ำกลางเมืองบ้าง ก็แล้วแต่สภาพภูมิประเทศของแต่ละพื้นที่ ต่อมาอีกยุค จึงเป็นทีของร้านกาแฟ น้ำชา นมสด ขนมปัง ฮอตฮิตตั้งแต่เหนือจดใต้ เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย เพราะสั่งชาดำเย็นแก้วเดียว นั่งมันตั้งแต่ทุ่มยันเที่ยงคืน พักหลังๆนี่เห็นเลิกฮิตปิดตัวไป หลายจังหวัด (ไม่บอกก็รู้ว่าเพราะเหตุใด)

โอ๊ยพูดเรื่องตลาดนี่ 5 ปี เดี๊ยนก็คงเล่าไม่จบ เดี๋ยวขอตัวไปนอน นึกถึงหนุ่มนักบาสคนนั้น ที่พบกัน ณ ร้านบัวลอยไข่หวาน เมื่อ 18 ปีก่อน ปิ้ว ปิ๊ววววว

4 ความคิดเห็น:

Unknown กล่าวว่า...

โหคุณ
กินเหมือนกันเลย แต่เรามองสาวไม่ได้มองหนุ่ม งั้นของตัวนึกถึงหน้าละอ่อนของสาวนักปิงปองคนนั้นก่อนนะ

ANNJA กล่าวว่า...

ขอบคุณที่อ่านจบ

วันหลังมาใหม่นะ

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

อ่านแล้วอยากไปตลาดบ้างจัง อยู่บ้านนอกไปได้แสนง่ายดาย แต่ทำไมไหงขี้เกียจซะเนี่ย

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

มาแล้วนะเพื่อน
ชอบไปตลาดตจว.มาก
การเดินตลาดสดเป็นความสุขที่ไม่ต้องขึ้นอยู่กับเงินจริงๆ
มีร้อยนึง เข้าเซเว่นได้ของแห้งๆสำเร็จรูปมา 3- 4 อย่าง ไปตลาดสด ได้มากระบุงนึง
แถมได้ภาพชีวิตคนมาอีกนับไม่ถ้วน
ช่วงนี้แค่ได้ไปตลาดนัด ก็หรูแล้ว