หลังจากดูดหัวปลาทูจานที่6ไปแล้ว
จึงได้ข้อสรุปดังนี้
-มีคนที่ไปคืนวันที่19และจะเข้าปัตตานีเลย
-มีคนไปคืนวันที่19 แต่จะไปนอนสงขลา
-มีคนไปคืนวันที่19 ไปนอนสงขลา และตามไปเช้าวันที่20 แล้วกลับเที่ยง
-มีคนไปงานวันที่21 อย่างเดียว
-มีคนไปคืนวันที่18 และจะไปงานที่สงขลาอย่างเดียว
-มีคนไปถึงวันที่ 20 และจะไปทุกงาน แต่ไม่บอกว่าจะไปยังไง
-และมีบางคนที่ยังไม่แน่ใจอะไรซักอย่าง
เดี๊ยนเข้าใจแล้น ว่าทำไมคุณเจ้าบ่าวถึงทำโพยไม่ได้ซะที และในการเจรจาคืนนั้น ยังได้ข้อสรุปมาอีกข้อ ว่าใครใคร่ไปหรือไม่ไปก็ได้ จะไม่มีการว่ากล่าว ไซโค ใดๆกันอีก เพราะทางฝ่ายเจ้าถิ่นจะได้ตระเตรียมรถรามารับได้ถูกจำนวนคนซะที แล้วการเจรจาก็สิ้นสุดในเวลาเกือบเที่ยงคืน หลังจากที่เกย์เฒ่าแย่งชิงไอติมกะทิในลูกมะพร้าว จากตำรวจจอมงกมาได้
เล่ามาตั้งนานยังไม่ถึงงานแต่งเลย เอาล่ะค่ะ และแล้ววันดีเดย์ก็มาถึงจนได้ เดี๊ยนได้รับมอบหมายให้นำตั๋วเครื่องบิน ของชาวคณะทั้ง4ไปเช็คอินที่ดอนเมือง เนื่องจากเป็นช่วงที่เดี๊ยนปลอดภาระการงานจึงควรที่จะรีบไปเช็คอินได้แต่เนิ่นๆ
แต่ท่านทั้งหลายคะ…มิทราบเกิดจากเหตุใด เดี๊ยนซึ่งเตรียมการจัดข้าวของ รีบหนีจากประชุมตั้งแต่บ่าย3 ก็เกิดอาการชะล่าใจขึ้นมากะทันหัน กว่าจะเสด็จออกจากบ้านได้ก็5โมงกว่า ซึ่งคุณไก่นั้นได้เดินทางไปถึงสนามบินแห่งชาติซะแล้ว เมื่อไปถึงได้พบกับคุณเอ๋และคุณไก่ จึงได้มอบตั๋วให้ไปจัดการซะเลย
ส่วนเดี๊ยนนั้น…ฮ่าๆๆๆไปนั่งสวีตกับสารถีที่หลงกลมาส่งซะงั้น โถ..ก็เดี๊ยนต้องหอบหิ้วข้าวของสัมภาระงานแต่งไปตั้งเยอะ ถ้าต้องไปคนเดียวคงไม่เหมาะหรอก แต่ไม่เป็นไร เพราะคุณนายปุ๊กกี้ก็เพิ่งมาถึงแถมยังต้องไปสวีตกับเพื่อนชาวคอตโต้ที่มาส่งเหมือนกัน
ที่สนามบินเดี๊ยนได้รับทราบข่าวระทึกใจเล็กๆว่าคุณโจได้ร่วมเดินทางไฟล์เดียวกับเราด้วย แต่ด้วยบุคลิกและหนวดเครารุงรัง ประกอบกับสัญญาณตรวจอาวุธได้ดังขึ้น จึงทำให้บุรุษหน้าโจรอย่างคุณโจ ต้องนำอาวุธร้ายแรง (คัตเตอร์อันกะจิ๊ด)ไปฝากไว้ต่างหาก
และได้ทราบข่าวอีกว่าบุรุษนิรนามอีกท่านที่มิยอมเปิดเผยรูปแบบการเดินทางนั้น ได้กำลังเข้าสู่จ.เพชรบุรี โดย รถ..ทัวร์ คุณเอ๋จึงไม่รีรอที่จะโทรไปถากถางทันที
ก่อนที่เราจะเดินทางเหินฟ้านั้น รถบัสที่พาพวกเราไปยังเครื่องบิน ก็ผ่านเครื่องบินแอร์เอเซียที่กำลังซ่อมปีกอยู่ตรงรันเวย์ พวกเราต่างอดคิดไม่ได้ว่าอาจจะเป็นไฟล์ของ3หนุ่ม เจี๊ยบ ตี๋ ปั๊ม ที่มีกำหนดการไปก่อนหน้าเราเพียงเล็กน้อย นังเอ๋จึงรีบโทรเข้าเครื่องเกย์เฒ่า แต่หาได้มีสัญญาณตอบรับไม่ สรุปว่าน่าจะอยู่บนเครื่องลำนันแหล่ะ
เมื่อเราไปถึงสนามบินหาดใหญ่ คุณมด คุณพี่ถองและคุณพี่เกี๊ยก รวมทั้งเพื่อนคุณเจ้าบ่าว(ที่มารับคณะสงขลา) ได้เฝ้ารออยู่แล้ว เราได้พบกับ3หนุ่มแอร์เอเชีย ที่กำลังหิวซกและสวาปามเครื่องดื่มอยู่ที่สนามบินหาดใหญ่ เดชะบุญที่เราได้เก็บอาหาร ไว้ให้ 3 หนุ่มแอร์เอเชีย ที่คุณไก่บอกว่ายัดเข้าไปไม่ไหวแล้ว (เนื่องจากรอเดี๊ยนนาน จึงโซ้ยข้าวหน้าเมีย ฆ่าเวลาไปที่สนามบินดอนเมือง)
หลังจากจัดการแบ่งฝ่ายขึ้นรถตามเป้าหมายปลายทาง คณะเราจึงได้มุ่งสู่จ.ปัตตานี (เดี๊ยนแอบส่งคุณไก่ไปนั่งรถพี่เกี๊ยก เพราะรำคาญค่ะ รู้สึกพ่อคุณจะเริงร่าเม้าท์แตกตั้งกะที่สนามบินแล้ว) เรามาถึงปัตตาเวียเกือบ5ทุ่มโดยสวัสดิภาพ พร้อมกับอาหารและกับแกล้มมากมายที่ร้านปัตตาเวียจัดแจงไว้ให้
และคืนนั้นวงสุรา เวลคัมดริ๊งก็สิ้นสุดเกือบตี3
รุ่งเช้าเดี๊ยนและคุณไก่กะคุณโจร เอ๊ยคุณโจ ตั้งใจว่าจะเดินทางไปบ้านงานก่อนโดยรถคุณเกี๊ยก เพื่อนำแก้วแหวนเงินทองไปประกอบพิธี ระหว่างที่รอคุณเกี๊ยกกลับบ้านไปขี้(เพราะมาแล้วตอน7โมง แต่เวลานัดคือ7.30เราจึงยังไม่เสร็จกิจ) บุรุษผู้นั้นค่ะท่านผู้ชม…เค้ามาพร้อมกับโตโยต้าคอมมอนเรล ใช่แล้วค่ะบุรุษผู้มากับรถทัวร์เมื่อวาน เค้ามาถึงแล้ว เดี๊ยนกลัวว่าจะไม่ทันเวลา จึงขอคุณมดเดินทางไปกับหนุ่มคอมมอนเรลก่อน
รถเข้าสู่ตัวเมืองสายบุรี ดูจากสภาพแวดล้อมโดยทั่วไป เป็นเมืองเก่าที่สวยงาม มีตึกรามสถาปัตยกรรมแบบเก่า ปรากฎให้เห็นอยู่ทั่วไป ดูเกือบจะเป็นเมืองปกติ ที่แสนสงบ ถ้า…หากเราไม่บังเอิญผ่านโรงพักที่ ก่อตั้งบังเกอร์ถุงทรายสูงราวกับกลัวน้ำจะท่วมใหญ่ ฮ่าๆๆๆ พวกเราแอบเม้าท์ ทั้งที่ในใจก็หวาดๆอยู่ใช่น้อย (้หมือนบังเกอร์ในหนังสงครามเลย)
ถึงบ้านเจ้าสาวที่ดูเผินๆอาจไม่ทราบว่าเป็นบ้านงาน เพราะบรรยากาศเงียบสงบมาก(มีคนแอบเม้าท์ว่าน่าจะไปแบ่งเสียงเพลงตอนงานแต่งคุณไก่กะคุณเป็ดมาบ้าง) เดี๊ยนรีบรุดไปดูเจ้าสาว เพราะทราบข่าวมาก่อนหน้านี้ว่าล้มป่วยกระทันหัน อาจจะดีใจเกินเหตุที่จะมีผัว ..เอ๊ย กังวลใจกับการเตรียมงานแต่งอันยิ่งใหญ่ถึง2จังหวัด
แต่…ท่านผู้ชมขา..นังกระแต๋หาได้ทรุดโทรมอย่างที่เดี๊ยนคิดไม่ SHE ปรากฎกายในชุดเจ้าสาวแบบไทยด้วยหน้าสวยเด้ง อย่างน่าหมั่นไส้
หลังจากชื่นชม เม้าแตกได้ไม่นานขบวนเจ้าบ่าวก็มาถึง เดี๊ยนกับคุณนุดนัน ถือโอกาสกั้นประตูเจ้าสาวซะเลย (เผื่อได้ซักพัน) แต่….อีเจ้าบ่าวจอมงกคะท่าน มันให้มา200 แบบเลือดตาแทบกระเด็น เอาวะ200 ก็เอา
พิธีการดำเนินไปแบบที่รู้ๆกันอยู่ (ใครไม่รู้ไว้รอแต่งเองสิ) คุณพ่อหมอพิธี กำลังจะเชิญพระสวด แต่ทันใดนั้นเอง มีเสียงตะโกนจากในครัวมาว่า “แหวน..แหวนยังไม่ได้สวมเลย “ …เออ จริงด้วยสิ แต่คุณพ่อหมอบอกว่า ไม่เป็นไร พระมาถึงแล้ว ต้องให้พระสวดแล้ว อ้าว..ทีนี้ในครัวก็เริ่มโวยวาย “ไม่ได้..สวมเลยแหวนน่ะ สวมเลย..” เดี๊ยนซึ่งนั่งอยู่ใกล้บ่าวสาว และกำลังถูกญาติเจ้าสาวกระแทกตูดเข้ามา
จึงทนไม่ไหวประกอบกับทำใจไม่ได้ที่แหวนซึ่งเดี๊ยนต้องฝืนใจไปรับมาจากกิ๊กเก่า (ที่ทำงานบริษัทจิวเวอรี่) พร้อมทั้งหอบหิ้วขึ้นเรือบินมาและรักษาสุดชีวิต อาจจะพลาดการสวมใส่ในพิธี จึงร่วมสนับสนุนด้วยตะโกนเสียงดังกว่าญาติบ่าวสาวไปว่า
“ใส่เลย…ใส่เลย เสียบเข้าไปเลย มีกี่วงใส่ไปให้หมด “ แหม..พระท่าน ก็คงไม่ได้รีบไปไหนหรอก ช้าสัก20 วินาที คงยังสวดทันนะเดี๊ยนว่า
และด้วยอำนาจแห่งแหวน ทั้งสองจึงได้เป็นผัว-เมีย …กันซะที
หลังเสร็จพิธี คุณไก่และคุณบุรุษคอมมอนเรลมีภารกิจ จะต้องนำเงินสินสอดทั้งหมดไปแลกเป็นเช็ค เดี๊ยนและคุณนุดนัน จึงต้องเฝ้าระวัง เงินสดและทองหยองทั้งหลายอย่างใกล้ชิด (ที่จริงหน้าที่แบบนี้จะต้องเป็นของคุณเอ๋และคุณกุ๋ยนะแต่ทั้งสองนั้น มิได้มา เพราะหวั่นเกรงปัญหาไฟใต้จะลุกลามเข้าตัว)
เงินสดนั้นไปแบงค์แล้ว ส่วนทองได้ฝากน้องมดและน้องตาไว้ แต่ทั้งสองหัวใสกว่าจึงนำไปให้คุณนายจิตรแม่น้องมดเก็บไว้ ซึ่งเป็นความคิดที่แสนฉลาด เพราะ คุณนายจิตรกอดกระเป๋าแนบกายไว้เป็นอย่างดี สร้างความโล่งใจให้กับลูกๆ ได้ถ่ายรูปและเม้าท์กันอย่างสบายใจ
พิธีการในตอนเช้าเสร็จสิ้น เพื่อนๆและแขกบางส่วนทะยอยกลับ บุรุษคอมมอนเรลมีภาระกิจอีกครั้งด้วยการส่งครอบครัวเจ้าบ่าวไปพักผ่อน ที่บังกะโล ซึ่งเป็นแผนสำรองที่เราตระเตรียมไว้ในคืนนี้ เผื่อต้องนอนค้างคืนที่สายบุรี หากสถานการณ์ตอนกลางคืนไม่น่าวางใจ กว่าจะถึงงานเลี้ยงตอนเย็นมีเวลาอีก3-4 ชม.
ท่านที่ไม่ได้ไปคิดว่าพวกเราจะทำอะไรกัน….
.ติ๊กต่อก…..ถูกต้องงงงนะคร๊าบบบบ หาร้านก๊งกันรอบบ่ายไง
นัยว่าจะต้องทำการถอน..จากการดื่ม well come drink ที่ ปัตตาเวีย การสนทนาในบ่ายวันนั้นส่วนใหญ่จะเปิดทางให้กับบุรุษคอมมอลเรล ที่ยังมีพลังงานเหลือเฟือเพราะได้หลับเต็มอิ่มมาตลอดคืนในรถวี.ไอ.พี 24 ที่นั่ง ราคา 940 บาท
กินข้าว กินเหล้า นั่งคุย กินกาแฟ จนได้ที่ จึงไปบังกะโล เพื่ออาบน้ำไปงานกลางคืน เดี๊ยนนึกขึ้นมาได้ว่าควรไปดูน้องกระแต๋ ที่ร้านเสริมสวยซะหน่อย แต่เมื่อไปถึงคุณช่างโจ ก็ได้แต่งหน้าอีเจ้าสาวไปแล้วอย่างงดงาม เดี๊ยนกับน้องตาจึงนอนหลับยาว บนพื้นร้านเสริมสวยอย่างสบายใจ
คู่บ่าวสาว แต่งตัวไปถึงที่เกิดเหตุ เอ๊ย..ที่จัดงาน หอประชุมของโดรงเรียนประจำอำเภอ ในเวลา 4โมงเย็น นิดๆ
แดดยังส่องดอกไม้เหี่ยวอยู่เลย
แต่เพื่อประโยชน์ทางด้านความมั่นคง จำเป็นต้องเริ่มงานเร็วขึ้น เพื่อจะได้ไม่เลิกดึกเกินไป และชาวเราก็ตกลงที่จะเดินทางกลับปัตตาเวียในคืนนั้น ประมาณ 2ทุ่มกว่าๆ เพื่อประโยชน์ทางด้านความมั่นคงของจิตใจเราเอง
เมื่อแขกเริ่มทะยอยมา จึงได้เกิดมติขึ้นว่าจะต้องมีเด็กเดินโต๊ะเพื่อไปส่งให้แขกนั่งเต็มในทุกโต๊ะ หน้าที่นี้เหมาะสมกับบุรุษ 3ท่านเป็นอย่างยิ่งคือ เจี๊ยบ ปั๊ม และโจ (ซึ่งถอดคราบโจรออกแล้วด้วยการโกนหนวดเครา) ส่วนเดี๊ยนนั้นก็อดสาระแน ที่จะไปเช็คคิวกะคุณพิธีกรว่าช่วงไหนจะเป็นอย่างไร เพื่อประโยชน์ในการหาทางหนีทีไล่
เราได้รับทราบข่าวดีจากคุณพ่อเจ้าสาวว่าคืนนี้จะมีรถตำรวจ191 นำขบวนรถที่จะออกจากงานไปเพื่อความปลอดภัย หลังจากสำรวจแล้วว่าจะมีคณะปัตตาเวีย และลูกค้าประมาณ 4 คัน /คณะสงขลา 1 คัน / คณะคุณป้าจังหวัดตรังอีก2คัน จะออกเดินทางกลับพร้อมๆกัน ซึ่งเวลา น่าจะอยู่ที่ประมาณ 20.30 น.
***งานแต่งจะเป็นอย่างไร สถานการณ์จะเลวร้ายหรือไม่ การเดินทางในดินแดนคุกรุ่นยามวิกาล จะตื่นเต้นเพียงใด
โปรดติดตามต่อ ตอนหน้า****
วันศุกร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2550
วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2550
คู่รักกลางสมรภูมิรบ
หลังจากตกลงปลงใจร่วมหอลงโลง(โรง)กันได้แล้ว คู่รักของเรา (ซึ่งเดี๊ยนจะขอใช้เป็นนามสมมตินะคะ ว่าคุณคุณเป้งกะคุณแต๋) ก็ตัดสินใจจบอนาคตความโสดของตัวเองด้วยการแต่งงาน หลังจากตระเวนตรวจชะตาราศีไปทั่วแล้ว จึงได้ฤกษ์ดีประกาศเชิญชวนชาวโลก ให้มาร่วมเป็นสักขีพยาน ในวันที่20กุมภาพันธ์ 47 หลังจากข่าวนี้ได้กระจายไปถึงสมาชิกชาวอาณาจักรทั้งหลาย ต่างก็เตรียมตัว (หาเรื่องโดดงาน)เพื่อไปร่วมวงเหล้าอีกครั้งหนึ่ง (ใครจะแต่งงงแต่งงานกูไม่สน ขอให้มีวาระได้ก๊งเหล้า)
บ้างก็เตรียมเคลียร์ เรื่องค่าใช้จ่าย บ้างก็เตรียมเคลียร์กะภรรเมียที่บ้าน เพราะดิฉันได้ข่าวในทางลับมาว่า บางท่านยังเมาไม่ค่อยสะใจจากงานแต่งคุณน้องมด เมื่อช่วงปลายปี (เป็นใครนั้นกรุณาเช็คข่าววงในเอาเอง) ส่วนพวกที่ยังโสด หรือผัวทิ้งก็ต้องกัดฟันหาเงินไป ตรอมตรมไป กะชะตากรรมที่กำหนด ให้ต้องไปร่วมนั่งให้เพื่อนนับนิ้ว (ที่จำนวนน้อยลง)ของคนที่หาคู่บ่ได้
ซึ่งงานแต่งงานในครั้งนี้ จะทำการจัดขึ้นที่
20 กพ - งานเช้า ที่บ้านเจ้าสาว อำเภอสายบุรี ปัตตานี
- งานเลี้ยงตอนค่ำ ที่หอประชุมโรงเรียนสายบุรี ปัตตานี
22 กพ - งานเลี้ยงฝ่ายเจ้าบ่าว ที่ อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา
ก่อนปีใหม่เล็กน้อย มีการเช็คตารางการเดินทางในรูปแบบต่างๆ เป็นที่น่ายินดีว่ารัฐบาลนี้ได้สนับสนุนให้เกิดสายการบินราคาถูก ทำให้สมาชิกทัวร์งานแต่งบางส่วน ได้ตัดสินใจจับจองที่นั่งราคาถูกได้จากอานิสงค์อันนี้ ส่วนคนที่ยังเคลียร์งานไม่ได้ หรือว่าเคลียร์กะเมียไม่ลงตัวก็ช่างหัวมัน
แต่….ในความน่ายินดี ก็ยังมีเรื่องน่าวิตก หลังจากเข้าสู่ศักราชใหม่ ปี 2547 ได้ไม่กี่วัน
สถานการณ์ทางภาคใต้ชักจะส่อเค้าความรุนแรงมากขึ้น ช่วงนั้นเองที่หลายคนใจจดจ่อกับการติดตามข่าวสารอย่างต่อเนื่อง (ทั้งที่ก่อนหน้านั้น ดูแต่ละคร กะซีดีโป๊) เดี๊ยนจะขอยกตัวอย่าง เพื่อประกอบเหตุการณ์ช่วงนั้น…
-นี่เธอ เค้าว่ายะลา ปัตตานี มีคนตายทุกวันเลย
-เค้าบอกว่าสถานการณ์ควบคุมไม่ได้แล้วนะ
-ฉันจะไปงานแต่งงานเพื่อนที่สายบุรีล่ะ /-เหรอ..กลับวันไหนล่ะ กลับอาทิตย์หน้า หรือกลับชาติหน้า
-งานแต่งอยู่ที่ปัตตานี อ.สายบุรี จัดตอนค่ำ อาจไม่น่ากลัวเพราะพ่อเจ้าสาวเป็นตำรวจ ตำรวจคงมาเยอะ / เหรอ.
…กูว่าน่ากลัวตรงที่ตำรวจมาเยอะนั่นแหล่ะ
-ปุ้มอยากไปจังเลย แต่ถ้าบอกพ่อ พ่อคงไม่ให้ไป เอางี้ปุ้มจะบอกพ่อว่างานยุ่งมาก ต้องนอนออฟฟิศ ซัก2-3วัน
นี่แค่ยกตัวอย่างนะฮ่ะ แต่เดี๊ยนรู้ว่าหลายท่านอาจจะเจอประโยคเด็ดๆกว่านี้ด้วยตัวเอง เมื่อเหตุการณ์(เม้าท์)ชักจะบานปลาย ประกอบกับเวลาใกล้วันงานเข้ามาทุกขณะ เสียงโทรศัพท์มือถือของหลายๆคน ดังตลอดทั้งวัน เพราะผลจากการล๊อบบี้ค่ะ…
ท่านผู้ชมคะ... เกิดการล๊อบบี้ขึ้นค่ะ แบ่งเป็นหลายสายอย่างชัดเจน (และไม่ชัดเจน)
เดี๊ยนได้มีโอกาสเห็น โพยการเดินทางมาถึงของท่านต่างๆ ที่คุณเจ้าบ่าวได้อุตส่าห์ทำขึ้นมา แต่ขอบอกค่ะ ....ว่าโคตรงงเลย มีการโยงไป-มา ขีดฆ่าดำๆด่าง (ถ้ายังไม่ทิ้ง น่าจะมาสแกนส่งให้เพื่อนดูนะคะ)
และเมื่อสถานการณ์การล๊อบบี้ ชักจะรุนแรงพอๆกะสถานการณ์ ไฟใต้ จึงเกิดการเรียกประชุมบรรดา
ล๊อบบี้ยิสต์ขึ้นในค่ำคืน อันแสนโรแมนติกของวันวาเลนไทน์ ที่ร้านปลาทูเซ็ค
>>>>>เหตุการณ์จะเป็นอย่างไรต่อ โปรดติดตามตอนต่อไป<<<<<<<
บ้างก็เตรียมเคลียร์ เรื่องค่าใช้จ่าย บ้างก็เตรียมเคลียร์กะภรรเมียที่บ้าน เพราะดิฉันได้ข่าวในทางลับมาว่า บางท่านยังเมาไม่ค่อยสะใจจากงานแต่งคุณน้องมด เมื่อช่วงปลายปี (เป็นใครนั้นกรุณาเช็คข่าววงในเอาเอง) ส่วนพวกที่ยังโสด หรือผัวทิ้งก็ต้องกัดฟันหาเงินไป ตรอมตรมไป กะชะตากรรมที่กำหนด ให้ต้องไปร่วมนั่งให้เพื่อนนับนิ้ว (ที่จำนวนน้อยลง)ของคนที่หาคู่บ่ได้
ซึ่งงานแต่งงานในครั้งนี้ จะทำการจัดขึ้นที่
20 กพ - งานเช้า ที่บ้านเจ้าสาว อำเภอสายบุรี ปัตตานี
- งานเลี้ยงตอนค่ำ ที่หอประชุมโรงเรียนสายบุรี ปัตตานี
22 กพ - งานเลี้ยงฝ่ายเจ้าบ่าว ที่ อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา
ก่อนปีใหม่เล็กน้อย มีการเช็คตารางการเดินทางในรูปแบบต่างๆ เป็นที่น่ายินดีว่ารัฐบาลนี้ได้สนับสนุนให้เกิดสายการบินราคาถูก ทำให้สมาชิกทัวร์งานแต่งบางส่วน ได้ตัดสินใจจับจองที่นั่งราคาถูกได้จากอานิสงค์อันนี้ ส่วนคนที่ยังเคลียร์งานไม่ได้ หรือว่าเคลียร์กะเมียไม่ลงตัวก็ช่างหัวมัน
แต่….ในความน่ายินดี ก็ยังมีเรื่องน่าวิตก หลังจากเข้าสู่ศักราชใหม่ ปี 2547 ได้ไม่กี่วัน
สถานการณ์ทางภาคใต้ชักจะส่อเค้าความรุนแรงมากขึ้น ช่วงนั้นเองที่หลายคนใจจดจ่อกับการติดตามข่าวสารอย่างต่อเนื่อง (ทั้งที่ก่อนหน้านั้น ดูแต่ละคร กะซีดีโป๊) เดี๊ยนจะขอยกตัวอย่าง เพื่อประกอบเหตุการณ์ช่วงนั้น…
-นี่เธอ เค้าว่ายะลา ปัตตานี มีคนตายทุกวันเลย
-เค้าบอกว่าสถานการณ์ควบคุมไม่ได้แล้วนะ
-ฉันจะไปงานแต่งงานเพื่อนที่สายบุรีล่ะ /-เหรอ..กลับวันไหนล่ะ กลับอาทิตย์หน้า หรือกลับชาติหน้า
-งานแต่งอยู่ที่ปัตตานี อ.สายบุรี จัดตอนค่ำ อาจไม่น่ากลัวเพราะพ่อเจ้าสาวเป็นตำรวจ ตำรวจคงมาเยอะ / เหรอ.
…กูว่าน่ากลัวตรงที่ตำรวจมาเยอะนั่นแหล่ะ
-ปุ้มอยากไปจังเลย แต่ถ้าบอกพ่อ พ่อคงไม่ให้ไป เอางี้ปุ้มจะบอกพ่อว่างานยุ่งมาก ต้องนอนออฟฟิศ ซัก2-3วัน
นี่แค่ยกตัวอย่างนะฮ่ะ แต่เดี๊ยนรู้ว่าหลายท่านอาจจะเจอประโยคเด็ดๆกว่านี้ด้วยตัวเอง เมื่อเหตุการณ์(เม้าท์)ชักจะบานปลาย ประกอบกับเวลาใกล้วันงานเข้ามาทุกขณะ เสียงโทรศัพท์มือถือของหลายๆคน ดังตลอดทั้งวัน เพราะผลจากการล๊อบบี้ค่ะ…
ท่านผู้ชมคะ... เกิดการล๊อบบี้ขึ้นค่ะ แบ่งเป็นหลายสายอย่างชัดเจน (และไม่ชัดเจน)
เดี๊ยนได้มีโอกาสเห็น โพยการเดินทางมาถึงของท่านต่างๆ ที่คุณเจ้าบ่าวได้อุตส่าห์ทำขึ้นมา แต่ขอบอกค่ะ ....ว่าโคตรงงเลย มีการโยงไป-มา ขีดฆ่าดำๆด่าง (ถ้ายังไม่ทิ้ง น่าจะมาสแกนส่งให้เพื่อนดูนะคะ)
และเมื่อสถานการณ์การล๊อบบี้ ชักจะรุนแรงพอๆกะสถานการณ์ ไฟใต้ จึงเกิดการเรียกประชุมบรรดา
ล๊อบบี้ยิสต์ขึ้นในค่ำคืน อันแสนโรแมนติกของวันวาเลนไทน์ ที่ร้านปลาทูเซ็ค
>>>>>เหตุการณ์จะเป็นอย่างไรต่อ โปรดติดตามตอนต่อไป<<<<<<<
เอาล่ะๆ ได้เวลา เปิด blog แล้ว
หลังจากผ่านช่วงเวลาทดสอบ 2 วัน ในการลองปล่อย 2 งานเขียน (เก่าเก็บ เข้ากรุ)
พร้อมๆกับ การลืม password หาทางเข้า blog ของตัวเองไม่ได้ ทำเอาเหวอไปอีก 1 วันเต็มๆ
ก็สงบสติ แล้วถอดรหัส e-mail จากที่ทาง blogger ส่งมากู้ password (แต่ตัวอักษรเป็นภาษาต่างดาว)
จนสำเร็จได้ในที่สุด
เลยถือโอกาสนี้ เป็นวาระอันดี ที่จะได้ตัดริบบิ้น เปิด blog เป็นของตัวเองซะที
>>>>>>แต่น ตะแล้นนน<<<<<<<
(มีคนมาร่วมงานกันเพียบเลย)
เลยจะชี้แจงแถลงการณ์ ว่าเดี๊ยน (annja เจ้าของ blog)
จะนำเรื่องราวบีองๆ ไร้สาระบ้าง มีสาระบ้าง
มาใส่ไว้ในนี้
ช่วงนี้ในระหว่างทดสอบ
เดี๊ยนจะนำงานเก่าๆ ที่เขียนไว้ให้เพื่อนๆ อ่านแบบสมัยส่งไปตามอีเมล์(โบราณมาก)
มาลงไว้ก่อน
ระหว่างที่เดี๊ยนกำลังซุ่มสร้างงานชิ้นใหม่เอี่ยม
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่หลงทางเข้ามา
กราบขอความคิดเห็นบ้างสักเล็กน้อย
จักเป็นพระคุณอย่างยิ่ง
ปล. งานเขียนใน blog myannja เป็นงานที่เขียนโดยเจ้าของเอง และไม่เคยตีพิมพ์ทางการค้าที่ใดมาก่อน
ขอสงวนลิขสิทธิ์ ตามที่กฎหมายได้กำหนดไว้ทุกประการ
(ขอแอบซีเรียส นิดนึงค่ะ)
พร้อมๆกับ การลืม password หาทางเข้า blog ของตัวเองไม่ได้ ทำเอาเหวอไปอีก 1 วันเต็มๆ
ก็สงบสติ แล้วถอดรหัส e-mail จากที่ทาง blogger ส่งมากู้ password (แต่ตัวอักษรเป็นภาษาต่างดาว)
จนสำเร็จได้ในที่สุด
เลยถือโอกาสนี้ เป็นวาระอันดี ที่จะได้ตัดริบบิ้น เปิด blog เป็นของตัวเองซะที
>>>>>>แต่น ตะแล้นนน<<<<<<<
(มีคนมาร่วมงานกันเพียบเลย)
เลยจะชี้แจงแถลงการณ์ ว่าเดี๊ยน (annja เจ้าของ blog)
จะนำเรื่องราวบีองๆ ไร้สาระบ้าง มีสาระบ้าง
มาใส่ไว้ในนี้
ช่วงนี้ในระหว่างทดสอบ
เดี๊ยนจะนำงานเก่าๆ ที่เขียนไว้ให้เพื่อนๆ อ่านแบบสมัยส่งไปตามอีเมล์(โบราณมาก)
มาลงไว้ก่อน
ระหว่างที่เดี๊ยนกำลังซุ่มสร้างงานชิ้นใหม่เอี่ยม
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่หลงทางเข้ามา
กราบขอความคิดเห็นบ้างสักเล็กน้อย
จักเป็นพระคุณอย่างยิ่ง
ปล. งานเขียนใน blog myannja เป็นงานที่เขียนโดยเจ้าของเอง และไม่เคยตีพิมพ์ทางการค้าที่ใดมาก่อน
ขอสงวนลิขสิทธิ์ ตามที่กฎหมายได้กำหนดไว้ทุกประการ
(ขอแอบซีเรียส นิดนึงค่ะ)
วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2550
กล่องใส่อดีต
วันนี้ รื้อกล่องใส่เสื้อผ้าออกมาจัดเก็บ
พบเรื่องราวร่องรอยผ่านตะเข็บวันเวลา
ทะลักทะล้นมากับผ้ากองพะเนิน
ได้แก่ เสื้อ กางเกง นานา
กระโปรง ถุงผ้า พันคอปลอกหมอนและ ผ้าเช็ดตัว
เสื้อสวยถูกหมกย่นยับอยู่ใต้ก้น
สวมเมื่อไหร่สะดุดตาคน
ใส่ไปไหนใครก็ชมว่างาม
เสื้อลายขวางสีสดใส
ขับผิวผ่องส่องไสว
ยามสะท้อนเว้าวอนต้องแสงเทียน
สีเรียบอย่างโทนน้ำตาล
สวมใส่เจรจาการงาน
ดูคล้ายกลายเป็นคนเรียบร้อยน่ามอง
ผ้าพันคอสีฟ้า ราคากัดฟัน
ลองคล้องมองกระจกซ้ายขวาหัน
ทำให้หน้าดูโดดเด่นงดงาม
ผ้าปูที่นอนผืนเก่าคร่ำคร่า
ผ่านการขยี้ขยำของวันเวลา
ยังใช้ปูนอนนุ่มเนียนสบาย
เสื้อหลายตัวถูกซื้อหา
เพียงเพื่อรอเวลา
คิดว่า แฟชั่นคงกลับมา อีกไม่นาน
ตัวนี้มองกระจกที่บ้าน ทำไมใส่แล้วดูชรา
ไม่เป็นไร รออีกไม่กี่ปีข้างหน้า
ถึงวัยอายุมากกว่า คงได้มีโอกาสใช้มัน
ตัวนั้นภูมิฐาน น่านับถือ
เอาล่ะเก็บไว้ก็แล้วกัน
ค่อยใส่ไปวัน ติดต่อราชการธุรกิจเหมาะดี
ตัวนี้เคยใส่แล้วไม่มีราศี
จะทิ้งก็ไม่ดี
ราคาหฤโหดเสียดาย
กางเกงเก่าขาดเป้า ขาเปื่อย
ใส่นอนแสนสบาย นึกถึงยามคืนอากาศแปรปรวน
จะร้อนก็ไม่ใช่ จะหนาวก็ไม่เชิง
ชุดออกกำลังกายครบครัน
มองแล้วนึกถึงความหลัง
เราเองก็เคยมุ่งมั่น น่าใจหาย
เสื้อแจกเสื้อแถมมากมาย
จะใส่เนื้อผ้าก็ไม่สบาย
อันนี้ตัดใจได้ง่าย เก็บรวมกองทิ้งได้ทันที
นั่งรื้อผ้า ในกล่อง รื้อไปเหมือนชีวิตถูกเฉลย
อดีตผุดดุจนาฬิกาที่ผ่านเลย
เคยคิดเคยทำอะไรไว้นี่กู
เสื้อผ้าทำหน้าที่ของมัน
รับใช้เราผ่านคืนวัน
สัญญาจะได้กลับมาสวมใส่อีกที
( 12 ส.ค.49 )
พบเรื่องราวร่องรอยผ่านตะเข็บวันเวลา
ทะลักทะล้นมากับผ้ากองพะเนิน
ได้แก่ เสื้อ กางเกง นานา
กระโปรง ถุงผ้า พันคอปลอกหมอนและ ผ้าเช็ดตัว
เสื้อสวยถูกหมกย่นยับอยู่ใต้ก้น
สวมเมื่อไหร่สะดุดตาคน
ใส่ไปไหนใครก็ชมว่างาม
เสื้อลายขวางสีสดใส
ขับผิวผ่องส่องไสว
ยามสะท้อนเว้าวอนต้องแสงเทียน
สีเรียบอย่างโทนน้ำตาล
สวมใส่เจรจาการงาน
ดูคล้ายกลายเป็นคนเรียบร้อยน่ามอง
ผ้าพันคอสีฟ้า ราคากัดฟัน
ลองคล้องมองกระจกซ้ายขวาหัน
ทำให้หน้าดูโดดเด่นงดงาม
ผ้าปูที่นอนผืนเก่าคร่ำคร่า
ผ่านการขยี้ขยำของวันเวลา
ยังใช้ปูนอนนุ่มเนียนสบาย
เสื้อหลายตัวถูกซื้อหา
เพียงเพื่อรอเวลา
คิดว่า แฟชั่นคงกลับมา อีกไม่นาน
ตัวนี้มองกระจกที่บ้าน ทำไมใส่แล้วดูชรา
ไม่เป็นไร รออีกไม่กี่ปีข้างหน้า
ถึงวัยอายุมากกว่า คงได้มีโอกาสใช้มัน
ตัวนั้นภูมิฐาน น่านับถือ
เอาล่ะเก็บไว้ก็แล้วกัน
ค่อยใส่ไปวัน ติดต่อราชการธุรกิจเหมาะดี
ตัวนี้เคยใส่แล้วไม่มีราศี
จะทิ้งก็ไม่ดี
ราคาหฤโหดเสียดาย
กางเกงเก่าขาดเป้า ขาเปื่อย
ใส่นอนแสนสบาย นึกถึงยามคืนอากาศแปรปรวน
จะร้อนก็ไม่ใช่ จะหนาวก็ไม่เชิง
ชุดออกกำลังกายครบครัน
มองแล้วนึกถึงความหลัง
เราเองก็เคยมุ่งมั่น น่าใจหาย
เสื้อแจกเสื้อแถมมากมาย
จะใส่เนื้อผ้าก็ไม่สบาย
อันนี้ตัดใจได้ง่าย เก็บรวมกองทิ้งได้ทันที
นั่งรื้อผ้า ในกล่อง รื้อไปเหมือนชีวิตถูกเฉลย
อดีตผุดดุจนาฬิกาที่ผ่านเลย
เคยคิดเคยทำอะไรไว้นี่กู
เสื้อผ้าทำหน้าที่ของมัน
รับใช้เราผ่านคืนวัน
สัญญาจะได้กลับมาสวมใส่อีกที
( 12 ส.ค.49 )
ปากตลาด
ตลาด สถานที่ ที่คนชอบก็ชอบ คนไม่ชอบก็จะไม่ชอบ (เออสิ) บางคนก็ชอบมาก คงเพราะ เป็นที่รวมสารพัดความหลากหลายทั้งของกินของใช้ ของสดของแห้ง ของเน่ายังมีเลย หรือใครจะ เถียงเดี๊ยน อย่างปลาเค็ม ปลาร้า หอยดอง บูดู เน่ารึปล่าวล่ะ ไอ้เจ้าพวกนี้แหล่ะที่ว่ากันว่า รสชาติ โอชะนักหนา (สำหรับเดี๊ยนลิ้มรสแค่ปลาเค็มเท่านั้น ที่เหลือขอผ่านฮ่ะ)
ตลาดแต่ละประเภท มีสีสันเอกลักษณ์เฉพาะตัวแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็น ตลาดสด ตลาดนัด ตลาดเช้า ตลาดน้ำ ตลาดบก ตลาดโต้รุ่ง หรือกระทั่งตลาดมืด เป็นอันรู้กันในหมู่ผู้บริโภคว่า แต่ละตลาดนั้น รับใช้ความต้องการของผู้คนต่างไปอย่างไรบ้าง มันเป็นการเรียนรู้อัตโนมัติ ทะลุเข้าประสบการณ์ เลี้ยวผ่านค่านิยม และวิถีของแต่ละชุมชน รู้ตัวอีกที ตลาดก็มาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ซะแว้ววว
อย่างตื่นเช้ามา อยากหาของกินแบบไม่ต้องทำ Ready to eat ต้องตลาดเช้าเลย มีทั้ง โจ๊ก ข้าวต้ม ก๋วยเตี๋ยว ข้าวมันไก่ หมูปิ้ง ปาท่องโก๋ น้ำเต้าหู้ อันนี้ถือว่าเบสิกของตลาดเช้าทั่วๆไป พบเห็นได้ทั่วสยามประเทศ ตามด้วยของหวานแบบกินง่ายๆ ข้าวเหนียวสารพัดหน้า ขนมตาล ขนมกล้วย ขนมชั้น ขนมเธอ หรือขนมไทยประเภททองๆทั้งหลาย (ซึ่งมักมีขาย เพื่อซื้อหาไปไหว้พระ ไหว้เจ้า ในตอนเช้าๆ และตกถึงท้องเราในตอนสายๆ )
อาหารและขนม เหล่านี้จะกินที่ร้าน หรือซื้อไปกินที่บ้านก็สะดวกนักแล อิ่มแล้วเดินเข้าตลาดสดใกล้ๆ ไปหาซื้อเนื้อสัตว์ ผักสด กลับไปปรุงเป็นมื้อเที่ยง มื้อค่ำได้ทันที ไม่ต้องคิดมาก
สมัยนี้ตลาดเช้าแบบนี้ อาจไม่ได้ไปรวมกับตลาดชุมชน ตลาดเทศบาลที่เป็นตลาดสดแล้ว แต่อาจไปสุมหัวรวมมิตรกันอยู่ตามข้างทาง ถ้าเป็นในย่านชุมชนเมือง จำเป็นต้องมีร้านแซนวิช สลัด ผลไม้สด สำหรับสาวๆออฟฟิศที่รักสุขภาพ แต่เวลามีน้อยซะเหลือเกิน
จากตลาดเช้า มาถึงตลาดเอนกประสงค์ หรือเรียกว่ามีผู้ประสงค์จะซื้อ และผู้ประสงค์ จะขาย (ส่วนเอนกเป็นใครไม่รู้ ช่างมัน)
ไม่ว่าจะเป็นชุมชนอยู่ห่างไกลอย่างในชนบท หรือในเมืองหาที่จอดรถยากเย็น จะเดินทาง โดยรถประจำทางก็ลำบากยากเข็นในการขนข้าวของกลับ แค่คิดจะไปตลาดเช้า หรือตลาดสด ก็เหนียวแล้ว (เหนียวไรฟะ)
แต่ไม่ต้องกังวลเพราะจะมีบริการตลาดเอนกประสงค์เช่นนี้ บ้างก็มีช่วงเช้า แต่ถ้ามี ช่วงบ่าย หรือตอนเย็นๆ มักจะอยู่ในรูปแบบของตลาดนัด ไปก่อตัวอยู่ใกล้ๆบ้านคุณ เรียกกันเป็นรายสะดวก แถวไหนมีคนเยอะ ประชากรกระจุกตัวหนาแน่น รับรองคุณไม่มีอดตาย ถ้าไปอยู่บ้าน กลางทุ่ง ยอดดอย ในมหาสมุทร ก็ตัวใครตัวมัน (แต่ไม่แน่นะ รถกับข้าวววว กับข้าว อาจตามไปถึง เอื๊อกๆ)
ว่ากันถึงตลาดนัดตอนช่วงเย็นๆดีกว่า (เพราะความชอบเป็นการส่วนตัวของเดี๊ยน) พ่อค้า แม่ขายประดามี ที่ติดตามเรามาเปิดเพิง เปิดแผง เปิดโต๊ะ เปิดผ้า(ปูพื้น) จะทยอยเริ่มตั้งร้านค้า ตั้งแต่ช่วงบ่ายๆ พอแดดร่มลมตก ก็เชิญมาจับจ่ายได้ตามอัธยาศัย ในตรอกซอกซอยแค่ไหน ก็ไม่หวั่น โดยจะมารวมตัวกันสัปดาห์ละ 1 วัน หรือ 2 วัน หรือวันเว้นวัน (ถี่ไปรึเปล่าวะ) ก็คงแล้วแต่อุปสงค์และอุปทานของผู้ซื้อและผู้ขาย
สินค้าที่ขายกันโดยไม่ต้องทำรีเสริช หรือผ่านการเรียนมาร์เก็ตติ้ง MBA จากสถาบันใดๆ เพราะเห็นๆมีอยู่ทั่วไปคำนึงถึงความนิยมของผู้ซื้อเป็นหลัก ก็ขายกันตั้งแต่ของกิน เช่นแกงถุง สารพัดอย่าง หมูทอด ไก่ย่าง น้ำพริก ผักสด จนถึงข้าวของเครื่องใช้ กาละมัง ถังน้ำ ไม้หนีบ เสื้อผ้า ชุดชั้นใน บางตลาดครบวงจร พร้อมสรรพกระทั่งอะไหล่มือถือและบัตรเติมเงิน
ทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด ตลาดนัดแบบนี้ได้รับความนิยมเพราะนำเสนอสิ่งของที่ จำเป็นในชีวิตประจำวัน (หรือใครจะเถียงเดี๊ยน ว่าสาวโรงงานและชาวเขาไม่ใช้โทรศัพท์มือถือ) ถ้าเป็นย่านโรงงานหรืออพาร์ทเม้นท์ สินค้าที่ได้รับความนิยมเห็นจะเป็นกับข้าวกับปลา ผักสด ที่วางเป็นจานๆกองๆ 5 บาท 10 บาท ช่างเหมาะสมแก่ความต้องการในชีวิตมั่กๆ ก็ใครจะไปอยากซื้อแตงกวาหรือมะเขือเทศเป็นกิโลๆ เอาแค่พอกินมื้อสองมื้อก็โอเคแล้ว ยิ่งตอน ใกล้ตลาดวาย เซลล์แหลก 3 กอง 5 บาทเนี่ย
เป็นความสุขของเดี๊ยนมากๆ
เชอะ จะเล่าให้ฟังก็ได้ว่า สมัยยังสร้างเนื้อสร้างตัว เดี๊ยนก็อาศัยตลาดนัดท้ายซอย ลาดพร้าว 87 นี่ล่ะ ดำรงชีวิต แตงกวา หอมใหญ่ ดอกกะหล่ำ 3 กอง 5 บาท ผัดกับไข่ไก่ ฟองละ 3 บาท ประทังชีวิตสวยๆของเดี๊ยนได้ตั้ง 2 -3 มื้อ
พอลืมตาอ้าปากขึ้นมาได้ เดี๊ยนถึงได้มีโอกาสไปเฉิดฉายที่ตลาดโต้รุ่งกับเค้าบ้าง อันโต้รุ่งนั้น เดี๊ยนว่าเป็นชุมชนของผู้มีอันจะกินนะ อ้าว ใครจะมาเถียงเดี๊ยนอีก คิดดู ค่ำๆมืดๆ บางคนมื้อเย็นก็กินแล้ว ยังไปด้อมๆมองๆ ที่โต้รุ่งอีก ก๋วยเตี๋ยวเอย เส้นหมี่ลูกชิ้นเอย (นี่เป็นชอตบังคับของโต้รุ่ง ขาดไม่ด๊าย) ผัดไทยเอย ไหนจะข้าวต้มกุ๊ย แถมของหวาน นี่ต้องแบบเปียกๆน้ำๆ อย่างกล้วยบวดชี บัวลอย มันเชื่อม ทับทิมกรอบ (หล่อนเป็นราชินีของตลาดโต้รุ่งเชียวนะ)
คนไทยนี่เลิศประเสริฐสุดแห่งการกินจริงๆ
ถ้าในกทม. โต้รุ่งอาจมีทั้งที่เป็นสารพัดรถเข็น ติดล้อ หรือมีร้านเป็นห้องแถวคูหาติดดินมาแจมบ้างก็ไม่เป็นไร คนกทม.อาจใช้บริการฝากท้อง ที่ร้านแบบนี้ เป็นมื้อค่ำ เพราะขาดเวลา ขืนกลับบ้านไปหุงหาอีกอาจหิวตายก่อนทอดไข่เจียวเสร็จ (ก็ชีวิตมันเคียดดดดดด)
ถ้าเป็นตจว.สมัยเดี๊ยนวัยสะรุ่น ข้าวเย็นก็กินแล้ว แต่ไม่รู้ทำไม ต้องไปร่อนที่โต้รุ่งอีก ได้กินผัดไทย หรือราดหน้าเป็นของหวานอีกหน่อย (โอว…ว) ถึงจะกลับไปนอนตาหลับ อันที่จริงน่ะ ไปชมหนุ่มๆมากกว่าอ่ะ ส่วนลอดช่องหรือทับทิมกรอบนั้นถือเป็นของแถม
หนุ่มสาวตจว.นั้น อาศัยตลาดรถเข็น (โต้รุ่ง) ที่มารวมตัวกันหน้าเทศบาลบ้าง ศาลากลาง บ้าง หรือริมแม่น้ำกลางเมืองบ้าง ก็แล้วแต่สภาพภูมิประเทศของแต่ละพื้นที่ ต่อมาอีกยุค จึงเป็นทีของร้านกาแฟ น้ำชา นมสด ขนมปัง ฮอตฮิตตั้งแต่เหนือจดใต้ เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย เพราะสั่งชาดำเย็นแก้วเดียว นั่งมันตั้งแต่ทุ่มยันเที่ยงคืน พักหลังๆนี่เห็นเลิกฮิตปิดตัวไป หลายจังหวัด (ไม่บอกก็รู้ว่าเพราะเหตุใด)
โอ๊ยพูดเรื่องตลาดนี่ 5 ปี เดี๊ยนก็คงเล่าไม่จบ เดี๋ยวขอตัวไปนอน นึกถึงหนุ่มนักบาสคนนั้น ที่พบกัน ณ ร้านบัวลอยไข่หวาน เมื่อ 18 ปีก่อน ปิ้ว ปิ๊ววววว
ตลาดแต่ละประเภท มีสีสันเอกลักษณ์เฉพาะตัวแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็น ตลาดสด ตลาดนัด ตลาดเช้า ตลาดน้ำ ตลาดบก ตลาดโต้รุ่ง หรือกระทั่งตลาดมืด เป็นอันรู้กันในหมู่ผู้บริโภคว่า แต่ละตลาดนั้น รับใช้ความต้องการของผู้คนต่างไปอย่างไรบ้าง มันเป็นการเรียนรู้อัตโนมัติ ทะลุเข้าประสบการณ์ เลี้ยวผ่านค่านิยม และวิถีของแต่ละชุมชน รู้ตัวอีกที ตลาดก็มาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ซะแว้ววว
อย่างตื่นเช้ามา อยากหาของกินแบบไม่ต้องทำ Ready to eat ต้องตลาดเช้าเลย มีทั้ง โจ๊ก ข้าวต้ม ก๋วยเตี๋ยว ข้าวมันไก่ หมูปิ้ง ปาท่องโก๋ น้ำเต้าหู้ อันนี้ถือว่าเบสิกของตลาดเช้าทั่วๆไป พบเห็นได้ทั่วสยามประเทศ ตามด้วยของหวานแบบกินง่ายๆ ข้าวเหนียวสารพัดหน้า ขนมตาล ขนมกล้วย ขนมชั้น ขนมเธอ หรือขนมไทยประเภททองๆทั้งหลาย (ซึ่งมักมีขาย เพื่อซื้อหาไปไหว้พระ ไหว้เจ้า ในตอนเช้าๆ และตกถึงท้องเราในตอนสายๆ )
อาหารและขนม เหล่านี้จะกินที่ร้าน หรือซื้อไปกินที่บ้านก็สะดวกนักแล อิ่มแล้วเดินเข้าตลาดสดใกล้ๆ ไปหาซื้อเนื้อสัตว์ ผักสด กลับไปปรุงเป็นมื้อเที่ยง มื้อค่ำได้ทันที ไม่ต้องคิดมาก
สมัยนี้ตลาดเช้าแบบนี้ อาจไม่ได้ไปรวมกับตลาดชุมชน ตลาดเทศบาลที่เป็นตลาดสดแล้ว แต่อาจไปสุมหัวรวมมิตรกันอยู่ตามข้างทาง ถ้าเป็นในย่านชุมชนเมือง จำเป็นต้องมีร้านแซนวิช สลัด ผลไม้สด สำหรับสาวๆออฟฟิศที่รักสุขภาพ แต่เวลามีน้อยซะเหลือเกิน
จากตลาดเช้า มาถึงตลาดเอนกประสงค์ หรือเรียกว่ามีผู้ประสงค์จะซื้อ และผู้ประสงค์ จะขาย (ส่วนเอนกเป็นใครไม่รู้ ช่างมัน)
ไม่ว่าจะเป็นชุมชนอยู่ห่างไกลอย่างในชนบท หรือในเมืองหาที่จอดรถยากเย็น จะเดินทาง โดยรถประจำทางก็ลำบากยากเข็นในการขนข้าวของกลับ แค่คิดจะไปตลาดเช้า หรือตลาดสด ก็เหนียวแล้ว (เหนียวไรฟะ)
แต่ไม่ต้องกังวลเพราะจะมีบริการตลาดเอนกประสงค์เช่นนี้ บ้างก็มีช่วงเช้า แต่ถ้ามี ช่วงบ่าย หรือตอนเย็นๆ มักจะอยู่ในรูปแบบของตลาดนัด ไปก่อตัวอยู่ใกล้ๆบ้านคุณ เรียกกันเป็นรายสะดวก แถวไหนมีคนเยอะ ประชากรกระจุกตัวหนาแน่น รับรองคุณไม่มีอดตาย ถ้าไปอยู่บ้าน กลางทุ่ง ยอดดอย ในมหาสมุทร ก็ตัวใครตัวมัน (แต่ไม่แน่นะ รถกับข้าวววว กับข้าว อาจตามไปถึง เอื๊อกๆ)
ว่ากันถึงตลาดนัดตอนช่วงเย็นๆดีกว่า (เพราะความชอบเป็นการส่วนตัวของเดี๊ยน) พ่อค้า แม่ขายประดามี ที่ติดตามเรามาเปิดเพิง เปิดแผง เปิดโต๊ะ เปิดผ้า(ปูพื้น) จะทยอยเริ่มตั้งร้านค้า ตั้งแต่ช่วงบ่ายๆ พอแดดร่มลมตก ก็เชิญมาจับจ่ายได้ตามอัธยาศัย ในตรอกซอกซอยแค่ไหน ก็ไม่หวั่น โดยจะมารวมตัวกันสัปดาห์ละ 1 วัน หรือ 2 วัน หรือวันเว้นวัน (ถี่ไปรึเปล่าวะ) ก็คงแล้วแต่อุปสงค์และอุปทานของผู้ซื้อและผู้ขาย
สินค้าที่ขายกันโดยไม่ต้องทำรีเสริช หรือผ่านการเรียนมาร์เก็ตติ้ง MBA จากสถาบันใดๆ เพราะเห็นๆมีอยู่ทั่วไปคำนึงถึงความนิยมของผู้ซื้อเป็นหลัก ก็ขายกันตั้งแต่ของกิน เช่นแกงถุง สารพัดอย่าง หมูทอด ไก่ย่าง น้ำพริก ผักสด จนถึงข้าวของเครื่องใช้ กาละมัง ถังน้ำ ไม้หนีบ เสื้อผ้า ชุดชั้นใน บางตลาดครบวงจร พร้อมสรรพกระทั่งอะไหล่มือถือและบัตรเติมเงิน
ทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด ตลาดนัดแบบนี้ได้รับความนิยมเพราะนำเสนอสิ่งของที่ จำเป็นในชีวิตประจำวัน (หรือใครจะเถียงเดี๊ยน ว่าสาวโรงงานและชาวเขาไม่ใช้โทรศัพท์มือถือ) ถ้าเป็นย่านโรงงานหรืออพาร์ทเม้นท์ สินค้าที่ได้รับความนิยมเห็นจะเป็นกับข้าวกับปลา ผักสด ที่วางเป็นจานๆกองๆ 5 บาท 10 บาท ช่างเหมาะสมแก่ความต้องการในชีวิตมั่กๆ ก็ใครจะไปอยากซื้อแตงกวาหรือมะเขือเทศเป็นกิโลๆ เอาแค่พอกินมื้อสองมื้อก็โอเคแล้ว ยิ่งตอน ใกล้ตลาดวาย เซลล์แหลก 3 กอง 5 บาทเนี่ย
เป็นความสุขของเดี๊ยนมากๆ
เชอะ จะเล่าให้ฟังก็ได้ว่า สมัยยังสร้างเนื้อสร้างตัว เดี๊ยนก็อาศัยตลาดนัดท้ายซอย ลาดพร้าว 87 นี่ล่ะ ดำรงชีวิต แตงกวา หอมใหญ่ ดอกกะหล่ำ 3 กอง 5 บาท ผัดกับไข่ไก่ ฟองละ 3 บาท ประทังชีวิตสวยๆของเดี๊ยนได้ตั้ง 2 -3 มื้อ
พอลืมตาอ้าปากขึ้นมาได้ เดี๊ยนถึงได้มีโอกาสไปเฉิดฉายที่ตลาดโต้รุ่งกับเค้าบ้าง อันโต้รุ่งนั้น เดี๊ยนว่าเป็นชุมชนของผู้มีอันจะกินนะ อ้าว ใครจะมาเถียงเดี๊ยนอีก คิดดู ค่ำๆมืดๆ บางคนมื้อเย็นก็กินแล้ว ยังไปด้อมๆมองๆ ที่โต้รุ่งอีก ก๋วยเตี๋ยวเอย เส้นหมี่ลูกชิ้นเอย (นี่เป็นชอตบังคับของโต้รุ่ง ขาดไม่ด๊าย) ผัดไทยเอย ไหนจะข้าวต้มกุ๊ย แถมของหวาน นี่ต้องแบบเปียกๆน้ำๆ อย่างกล้วยบวดชี บัวลอย มันเชื่อม ทับทิมกรอบ (หล่อนเป็นราชินีของตลาดโต้รุ่งเชียวนะ)
คนไทยนี่เลิศประเสริฐสุดแห่งการกินจริงๆ
ถ้าในกทม. โต้รุ่งอาจมีทั้งที่เป็นสารพัดรถเข็น ติดล้อ หรือมีร้านเป็นห้องแถวคูหาติดดินมาแจมบ้างก็ไม่เป็นไร คนกทม.อาจใช้บริการฝากท้อง ที่ร้านแบบนี้ เป็นมื้อค่ำ เพราะขาดเวลา ขืนกลับบ้านไปหุงหาอีกอาจหิวตายก่อนทอดไข่เจียวเสร็จ (ก็ชีวิตมันเคียดดดดดด)
ถ้าเป็นตจว.สมัยเดี๊ยนวัยสะรุ่น ข้าวเย็นก็กินแล้ว แต่ไม่รู้ทำไม ต้องไปร่อนที่โต้รุ่งอีก ได้กินผัดไทย หรือราดหน้าเป็นของหวานอีกหน่อย (โอว…ว) ถึงจะกลับไปนอนตาหลับ อันที่จริงน่ะ ไปชมหนุ่มๆมากกว่าอ่ะ ส่วนลอดช่องหรือทับทิมกรอบนั้นถือเป็นของแถม
หนุ่มสาวตจว.นั้น อาศัยตลาดรถเข็น (โต้รุ่ง) ที่มารวมตัวกันหน้าเทศบาลบ้าง ศาลากลาง บ้าง หรือริมแม่น้ำกลางเมืองบ้าง ก็แล้วแต่สภาพภูมิประเทศของแต่ละพื้นที่ ต่อมาอีกยุค จึงเป็นทีของร้านกาแฟ น้ำชา นมสด ขนมปัง ฮอตฮิตตั้งแต่เหนือจดใต้ เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย เพราะสั่งชาดำเย็นแก้วเดียว นั่งมันตั้งแต่ทุ่มยันเที่ยงคืน พักหลังๆนี่เห็นเลิกฮิตปิดตัวไป หลายจังหวัด (ไม่บอกก็รู้ว่าเพราะเหตุใด)
โอ๊ยพูดเรื่องตลาดนี่ 5 ปี เดี๊ยนก็คงเล่าไม่จบ เดี๋ยวขอตัวไปนอน นึกถึงหนุ่มนักบาสคนนั้น ที่พบกัน ณ ร้านบัวลอยไข่หวาน เมื่อ 18 ปีก่อน ปิ้ว ปิ๊ววววว
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)